และ กลยุทธ์ที่สาม บริษัทมุ่งขยายธุรกิจที่ส่งเสริมธุรกิจในกลุ่ม (Synergized Initiatives) และการควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) รวมถึงการลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจที่สามารถต่อยอดจากธุรกิจเดิม อาทิ Backward & Forward Integration ของธุรกิจหลัก ธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจร ธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม และธุรกิจ New S-Curve เช่น เทคโนโลยี Data Center แพลตฟอร์มดิจิทัล และธุรกิจสุขภาพ เพื่อสร้างการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว
ทั้งนี้ PSP มีแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ด้านเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลว (Liquid Cooling) เพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจ Data Center ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการใช้งาน AI และดิจิทัลเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้อุปกรณ์ใน Data Center มีความร้อนสูงขึ้นและต้องการโซลูชันที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน โดย PSP มองเห็นโอกาสในการนำองค์ความรู้และศักยภาพด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์มาต่อยอดสู่ตลาดดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะเติบโตควบคู่ไปกับเทรนด์เทคโนโลยีระดับโลกในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน บริษัทได้วางโรดแมปด้าน ESG สำหรับปี 2569 อย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมการพัฒนา ESG Database Platform การนำ AI มาใช้ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาระบบ Human Rights Due Diligence และการยกระดับการบริหารจัดการซัพพลายเชนตามมาตรฐานสากล เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การประเมิน ESG Rating ระดับโลก และสนับสนุนการเติบโตของผลประกอบการอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยกลยุทธ์ทั้งหมดจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดัน PSP ให้สามารถสร้างกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ หรือ “นิวไฮ” ได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจที่รับผิดชอบต่อทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน นายเสกสรรกล่าวทิ้งท้าย