กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
ผลการค้นหาสำหรับ "พิษสุนัขบ้า" พบทั้งหมด 13 บทความ

5/6/2568 • โดย Homeday Matoy
บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชูรีและคอนโดมิเนียมเลี้ยงสัตว์ได้ (Pet Family Residences) เดินหน้าเป็นอสังหาริมทรัพย์เจ้าแรกจับมือร่วมกับ สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุขกรุงเทพมหานคร นำร่องจัดกิจกรรมทำการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเรื่อง ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยการควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในเดือน มกราคม 2569 โดยเริ่มทำการประชาสัมพันธ์ที่โครงการของเมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ ผ่านการจัดกิจกรรม “Hug & Heal Road Show” ที่มาพร้อมกับการให้บริการฉีดไมโครชิปน้องหมา ถึงหน้าโครงการแบบไม่มีค่าใช้จ่าย สร้างการรับรู้ และส่งเสริมการเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีความรับผิดชอบร่วมกันต่อสังคม รวมถึงเพื่อเป็นฐานข้อมูลกลางในการติดตาม ดูแล และช่วยเหลือในกรณีสัตว์เลี้ยงพลัดหลง หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน นายชวลิต วรสารพิสุทธิ์ ประธานบริหารฝ่ายส่งเสริมประสบการณ์และบริการลูกค้า บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา เมเจอร์ฯ ในฐานะผู้นำด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่รองรับการเลี้ยงสัตว์ได้ 100% มากกว่า 60 โครงการ เราให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างมีความรับผิดชอบ โดยการจัดกิจกรรมโรดโชว์ประชาสัมพันธ์ข้อมูลพร้อมฉีดไมโครชิปร่วมกับสำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข กรุงเทพมหานคร [...]

7/4/2568 • โดย Homeday Aum
การเลี้ยงสุนัขในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการให้อาหารและที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพกายและใจของสัตว์เลี้ยงแสนรักของเราด้วย หนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่เจ้าของบ้านยุคใหม่ต้องไม่มองข้ามคือการพาสุนัขออกไปเดินเล่นนอกบ้าน ซึ่งมีประโยชน์มากกว่าที่หลายคนคิด การพาสุนัขออกไปสัมผัสโลกภายนอกไม่เพียงช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง แต่ยังสร้างความสมดุลทางจิตใจ ลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และยังเป็นการสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างคุณกับสุนัขอีกด้วย บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงความสำคัญของการพาสุนัขไปเดินเล่นนอกบ้าน และวิธีการที่จะทำให้กิจกรรมนี้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งตัวสุนัขและตัวคุณเอง ประโยชน์ทางกายภาพที่สุนัขได้รับจากการเดินเล่นนอกบ้าน การพาสุนัขออกไปเดินเล่นนอกบ้านอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพร่างกายของสุนัข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองที่พื้นที่อยู่อาศัยมักจำกัด ทำให้สุนัขไม่ได้ใช้พลังงานอย่างเต็มที่ การเดินเล่นในที่โล่งช่วยให้สุนัขได้เคลื่อนไหวร่างกาย เผาผลาญพลังงานส่วนเกิน ซึ่งเป็นการป้องกันปัญหาโรคอ้วนที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในสัตว์เลี้ยงยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ การเดินเล่นยังช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูก ระบบหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน การได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายนอกที่มีเชื้อจุลินทรีย์หลากหลายชนิดช่วยให้ร่างกายของสุนัขได้พัฒนาภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ลดโอกาสการเกิดภูมิแพ้และโรคติดเชื้อต่างๆ สำหรับสุนัขที่มีปัญหาสุขภาพเฉพาะทาง เช่น โรคข้อเสื่อม การเดินออกกำลังกายเบาๆ จะช่วยบรรเทาอาการปวดและช่วยให้ข้อต่อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ในสุนัขสูงอายุ การเดินเล่นเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมที่จะช่วยรักษาน้ำหนักตัว เสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ และชะลอความเสื่อมของร่างกาย การสังเกตได้ว่าสุนัขที่ได้ออกกำลังกายอย่างเพียงพอมักจะมีรูปร่างที่ได้สัดส่วน ขนเป็นเงางาม ผิวหนังแข็งแรง และมีพลังงานที่เหมาะสมกับวัยและสายพันธุ์ ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงสุขภาพที่ดีโดยรวม ประโยชน์ทางจิตใจและพฤติกรรมของสุนัขจากการเดินเล่นนอกบ้าน ไม่เพียงแต่ประโยชน์ทางกายภาพเท่านั้น การพาสุนัขไปเดินเล่นนอกบ้านยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตใจและพฤติกรรมของสุนัขอย่างมาก สุนัขเป็นสัตว์สังคมที่ต้องการการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมและสัตว์อื่นๆ การได้ออกไปสำรวจโลกภายนอกตอบสนองต่อสัญชาตญาณการสำรวจตามธรรมชาติของสุนัข ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล และอาการซึมเศร้าที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกจำกัดพื้นที่อยู่แต่ในบ้าน สุนัขที่ไม่ได้ปลดปล่อยพลังงานอย่างเพียงพอมักจะแสดงออกถึงความเครียดและความไม่พอใจผ่านพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การเห่าเสียงดังไม่หยุด การกัดแทะสิ่งของในบ้าน การขุดคุ้ย หรือแม้แต่การก้าวร้าวต่อเจ้าของและสัตว์อื่น การพาสุนัขออกไปเดินเล่นและออกกำลังกายอย่างเพียงพอช่วยลดปัญหาพฤติกรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การเดินเล่นนอกบ้านยังเป็นโอกาสให้สุนัขได้พบเจอกับสภาพแวดล้อม [...]

24/3/2568 • โดย Homeday
นางเลิศลักษณ์ ลีลาเรืองแสง ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ (สนพ.) กทม. กล่าวถึงมาตรการเชิงรุกในการรณรงค์ส่งเสริมและให้คำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการดูแลรักษาสุขภาพและสุขอนามัย เพื่อป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคและภาวะอาการผิดปกติของร่างกายในช่วงฤดูร้อนว่า สนพ. ได้เตรียมพร้อมเฝ้าระวังสถานการณ์ความร้อน โดยติดตามการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ พร้อมสื่อสารเตือนภัยประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ตลอดจนกำหนดแนวทางการดำเนินงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข และเตรียมพร้อมศูนย์ปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อดูแลสุขภาพประชาชน ป้องกันการเจ็บป่วยจากโรคภัยไข้เจ็บในช่วงฤดูร้อน สำหรับ 6 โรคหน้าร้อนที่ควรเฝ้าระวัง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ทำให้เชื้อแบคทีเรียบางชนิดเจริญเติบโตได้ดี นำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคที่มากับแดดร้อน ประกอบด้วย โรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดด เกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีอุณหภูมิสูงมาก โดยเฉพาะที่มากกว่า 40 องศาเซลเซียส ทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ โรคพิษสุนัขบ้า สามารถติดต่อได้จากการโดนสุนัข หรือแมวกัด หรือถูกเลียบริเวณที่มีแผลถลอก โรคอุจจาระร่วง เกิดจากการรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค การไม่ล้างมือให้สะอาด ใช้มือหยิบจับของที่ปนเปื้อนเชื้อแล้วนำเข้าปาก โรคผดผื่น เป็นอาการของผิวหนังที่เกิดจากการตอบสนองต่ออากาศร้อน ความชื้น หรือการอุดตันของรูขุมขน ส่งผลให้ผิวระคายเคือง ไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อย ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ ซึ่งส่วนใหญ่พบปนเปื้อนในผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ และน้ำดื่ม และโรคบิด ติดต่อได้จากการรับประทานผักดิบ หรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อโรค โดยขอให้ประชาชนระมัดระวังและดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อน รับประทานอาหารที่สะอาดและถูกสุขอนามัย สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ล้างมือให้สะอาด หลีกเลี่ยงแดดจัด [...]

20/3/2568 • โดย Homeday
นางภาวิณี รุ่งทนต์กิจ รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย รักษาราชการผู้อำนวยการสำนักอนามัย (สนอ.) กทม. กล่าวถึงสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในปี 2568 รวมถึงมาตรการเชิงรุกการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า กทม. มุ่งเน้นส่งเสริมการให้ความรู้แก่เจ้าของสุนัขและแมว รวมถึงการสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า โดยรณรงค์ให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ารับบริการฉีดวัคซีนตามกำหนดเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้ ประชาชนสามารถป้องกันตนเองจากการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า โดยใช้คาถา 5 ย. ได้แก่ อย่าแหย่ อย่าเหยียบ อย่าแยก อย่าหยิบ อย่ายุ่ง โดยอย่าแหย่ให้สุนัขโมโห อย่าเหยียบสุนัข หรือทำให้สุนัขตกใจ อย่าแยกสุนัขที่กำลังกัดกันด้วยมือเปล่า อย่าหยิบชามอาหารขณะสุนัขกำลังกิน และอย่ายุ่งกับสุนัขนอกบ้าน หรือที่ไม่ทราบประวัติ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ หรือซากสัตว์ที่เสี่ยงเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ไม่ควรรับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หรือดื่มน้ำนมสัตว์ที่เป็นโรค หรือสงสัยว่าจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้า หากถูกสุนัข หรือแมวกัด ข่วน หรือเลียบาดแผลแม้เพียงเล็กน้อย ควรรีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่นาน 10-15 ปี ใส่ยาฆ่าเชื้อ แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อพิจารณารับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้ครบชุด พร้อมกักสัตว์เพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 10 วัน หากสัตว์เสียชีวิตให้ส่งสัตว์ตรวจหาเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า นอกจากนี้ ประชาชนสามารถนำสุนัขและแมวเข้ารับบริการทำหมัน ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และฉีดไมโครชิปสุนัข จดทะเบียนสุนัข หรือขอรับคำปรึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย [...]

14/3/2568 • โดย Homeday Aum
การช่วยเหลือสัตว์ที่บาดเจ็บหรือตกอยู่ในภาวะยากลำบากเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ถุงมือกันกัดจึงเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในชุดปฐมพยาบาลสำหรับสัตว์ เหตุผลหลักของการใช้ถุงมือกันกัด 1. ป้องกันการติดโรคจากสัตว์ สัตว์ที่บาดเจ็บหรือตกใจมักมีพฤติกรรมที่ไม่คาดคิด การสัมผัสโดยตรงอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางสุขภาพหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้า โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน หรือการติดเชื้อจากบาดแผล 2. ความปลอดภัยของผู้ช่วยเหลือ ในภาวะวิกฤต สัตว์อาจแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว เนื่องจากความเจ็บปวดหรือความกลัว ถุงมือกันกัดจะช่วยปกป้องมือของผู้ช่วยเหลือจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น 3. การควบคุมการแพร่กระจายของโรค ถุงมือที่มีคุณภาพช่วยสร้างการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ป้องกันการสัมผัสโดยตรงระหว่างบาดแผลของสัตว์และมือผู้ช่วยเหลือ คุณสมบัติของถุงมือกันกัดที่ดี วัสดุที่เหมาะสม วัสดุกันน้ำ ทนทานต่อการฉีกขาด มีความยืดหยุ่นสูง น้ำหนักเบา ระดับความหนา ถุงมือควรมีความหนาพอเหมาะ สามารถป้องกันฟันและเล็บของสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ทำให้การเคลื่อนไหวติดขัด สถานการณ์ที่ต้องใช้ถุงมือกันกัด การช่วยเหลือสัตว์ป่วย สัตว์ที่ป่วยหรือบาดเจ็บมักมีพฤติกรรมที่ไม่คาดคิด การมีถุงมือกันกัดจะช่วยให้การดูแลเป็นไปอย่างปลอดภัย กรณีสัตว์จรจัด สัตว์จรจัดมักไม่ได้รับการดูแลทางการแพทย์ ความเสี่ยงในการติดโรคจึงสูง การเคลื่อนย้ายสัตว์บาดเจ็บ การเคลื่อนย้ายสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บต้องใช้ความระมัดระวังสูง ถุงมือกันกัดจะช่วยลดความเสี่ยง การเลือกถุงมือกันกัดที่เหมาะสม พิจารณาขนาด เลือกถุงมือที่พอดีกับมือ เพื่อความคล่องตัวในการปฏิบัติงาน คุณภาพวัสดุ เน้นวัสดุที่มีความทนทาน ยืดหยุ่น และสามารถป้องกันการทะลุได้ ข้อควรระวังเพิ่มเติม การทำความสะอาดหลังใช้งาน ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังถอดถุงมือ แม้จะใส่ถุงมือกันกัดแล้วก็ตาม การตรวจสอบสภาพถุงมือ ตรวจสอบสภาพถุงมือก่อนใช้งานทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย [...]

2/3/2568 • โดย Homeday Matoy
การพาสัตว์เลี้ยงเดินทางไม่ใช่แค่เรื่องของการเตรียมกระเป๋าและอุปกรณ์เท่านั้น แต่เอกสารสำคัญต่างๆ ก็มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การเดินทางของคุณและสัตว์เลี้ยงเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางในประเทศหรือต่างประเทศ เอกสารสำคัญสำหรับการเดินทางภายในประเทศ สมุดประวัติการฉีดวัคซีน – เอกสารสำคัญที่สุดที่ควรพกติดตัวเสมอ บันทึกประวัติการฉีดวัคซีนทั้งหมด โดยเฉพาะวัคซีนพิษสุนัขบ้า มีข้อมูลเกี่ยวกับชื่อสัตว์เลี้ยง ชนิดวัคซีน วันที่ฉีด และกำหนดการฉีดครั้งต่อไป โรงแรมหรือรีสอร์ทที่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าพักมักจะขอตรวจสอบเอกสารนี้ บัตรประจำตัวสัตว์เลี้ยง มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ ช่วยในการระบุตัวตนหากสัตว์เลี้ยงพลัดหลง บางพื้นที่อาจมีข้อบังคับให้สัตว์เลี้ยงต้องมีบัตรประจำตัว ใบรับรองสุขภาพจากสัตวแพทย์ ยืนยันว่าสัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดีและไม่มีโรคติดต่อ มักมีอายุไม่เกิน 10 วัน จำเป็นสำหรับการเดินทางโดยสายการบิน การเข้าพักในโรงแรมบางแห่ง หรือการเข้าร่วมกิจกรรมสำหรับสัตว์เลี้ยง เอกสารการลงทะเบียนกับหน่วยงานท้องถิ่น บางพื้นที่อาจกำหนดให้สัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์ที่อาจถูกจัดเป็นพันธุ์อันตราย ต้องลงทะเบียนกับหน่วยงานท้องถิ่น ช่วยยืนยันว่าคุณปฏิบัติตามกฎระเบียบท้องถิ่นอย่างถูกต้อง เอกสารสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ หนังสือเดินทางสัตว์เลี้ยง (Pet Passport) เอกสารสำคัญที่รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ประกอบด้วยข้อมูลเจ้าของ รายละเอียดสัตว์เลี้ยง ประวัติการฉีดวัคซีน ผลการตรวจเลือด และการรักษาโรคพยาธิ เป็นเอกสารมาตรฐานที่ยอมรับในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป ใบรับรองสุขภาพสำหรับการส่งออก (Export Health Certificate) ออกโดยหน่วยงานสัตวแพทย์ของรัฐในประเทศต้นทาง ยืนยันว่าสัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดีและปฏิบัติตามข้อกำหนดของประเทศปลายทาง มักมีอายุไม่เกิน 10 วัน จึงควรวางแผนการตรวจสุขภาพให้ใกล้กับวันเดินทาง หลักฐานการฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้า [...]

2/3/2568 • โดย Homeday Matoy
การเดินทางโดยเครื่องบินพร้อมกับสัตว์เลี้ยงที่รักเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการอย่างรอบคอบและมีความเข้าใจในขั้นตอนต่างๆ อย่างถ่องแท้ บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลสำคัญที่จะช่วยให้คุณและสัตว์เลี้ยงมีประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัย สิ่งที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจพาสัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่อง ก่อนวางแผนเดินทาง คุณควรศึกษาและเข้าใจนโยบายของสายการบินที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการเดินทางกับสัตว์เลี้ยง บางสายการบินอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กขึ้นในห้องโดยสาร ขณะที่บางแห่งจำกัดให้เดินทางในห้องเก็บสัมภาระเท่านั้น มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนสัตว์เลี้ยงต่อเที่ยวบิน ซึ่งมักไม่เกิน 2-4 ตัว ค่าใช้จ่ายในการพาสัตว์เลี้ยงเดินทางมีความแตกต่างกันไปตามสายการบินและประเภทการเดินทาง โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมสำหรับสัตว์เลี้ยงในห้องโดยสารอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาทต่อเที่ยว ส่วนการเดินทางในห้องเก็บสัมภาระอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า อยู่ที่ประมาณ 2,000-5,000 บาทหรือมากกว่า ต้องทราบว่าสายการบินหลายแห่งมีข้อจำกัดเกี่ยวกับพันธุ์สัตว์บางชนิด โดยเฉพาะสุนัขและแมวพันธุ์หน้าสั้น เนื่องจากความเสี่ยงต่อปัญหาระบบทางเดินหายใจ สัตว์เลี้ยงที่อายุน้อยกว่า 8 สัปดาห์หรือตั้งท้องมักไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทาง เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียม การเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุด โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ เอกสารที่จำเป็นได้แก่: ใบรับรองสุขภาพจากสัตวแพทย์ ที่ออกภายใน 10 วันก่อนการเดินทาง ระบุรายละเอียดของเจ้าของและสัตว์เลี้ยง ประวัติการฉีดวัคซีน และการรับรองว่าไม่มีโรคติดต่อ เอกสารการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศเกือบทั้งหมด โดยต้องฉีดอย่างน้อย 30 วันก่อนการเดินทางและวัคซีนต้องยังไม่หมดอายุ ไมโครชิพและเอกสารระบุตัวตน หลายประเทศกำหนดให้สัตว์เลี้ยงต้องมีไมโครชิพตามมาตรฐาน ISO ซึ่งควรฝังก่อนการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า ใบอนุญาตนำเข้าสัตว์เลี้ยง บางประเทศต้องการใบอนุญาตนี้ล่วงหน้า ซึ่งอาจต้องยื่นขอหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก่อนการเดินทาง ทางเลือกในการพาสัตว์เลี้ยงเดินทาง คุณมีทางเลือกหลักๆ 3 วิธีในการพาสัตว์เลี้ยงเดินทางทางเครื่องบิน: การนำขึ้นห้องโดยสาร เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงขนาดเล็กที่มีน้ำหนักรวมกรงไม่เกิน [...]

27/2/2568 • โดย Homeday Matoy
สัตว์เลี้ยงเปรียบเสมือนสมาชิกในครอบครัวที่เติมเต็มความรักและความอบอุ่นให้กับทุกบ้าน แต่สิ่งที่แตกต่างจากสมาชิกคนอื่นๆ คือ พวกเขาไม่สามารถบอกเราได้อย่างชัดเจนว่ากำลังเจ็บป่วยหรือไม่สบาย เมื่อสัตว์เลี้ยงแสดงอาการป่วยให้เห็นอย่างชัดเจน นั่นมักหมายความว่าโรคได้ลุกลามไปมากแล้ว ด้วยเหตุนี้การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การพาสัตว์เลี้ยงไปตรวจสุขภาพประจำปีไม่ใช่เพียงแค่ธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เป็นส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ช่วยให้สัตวแพทย์สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ก่อนที่จะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ บทความนี้จะอธิบายถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพประจำปี ประโยชน์ที่สัตว์เลี้ยงและเจ้าของจะได้รับ และแนวทางในการเตรียมตัวสำหรับการตรวจสุขภาพ ความสำคัญของการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับสัตว์เลี้ยง การตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นโอกาสอันดีที่สัตวแพทย์จะได้ตรวจร่างกายสัตว์เลี้ยงอย่างละเอียด ทำให้สามารถตรวจพบความผิดปกติหรือโรคภัยไข้เจ็บได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากสัตว์เลี้ยงมักซ่อนอาการเจ็บป่วยตามสัญชาตญาณ โดยเฉพาะแมวที่มักไม่แสดงอาการเจ็บปวดให้เห็นอย่างชัดเจน โรคหลายชนิด เช่น โรคไตในแมว โรคเบาหวานในสุนัข หรือโรคมะเร็ง หากตรวจพบในระยะเริ่มต้นจะสามารถรักษาหรือควบคุมได้ดีกว่า และมีโอกาสประสบความสำเร็จในการรักษาสูงกว่า นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการรักษาในระยะยาวอีกด้วย การตรวจเลือดประจำปีสามารถเผยให้เห็นความผิดปกติของการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ไต หรือระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงผิดปกติ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน แม้ว่าสัตว์เลี้ยงจะยังไม่แสดงอาการป่วยใดๆ ให้เห็นภายนอก การป้องกันดีกว่าการรักษา แนวคิด “การป้องกันดีกว่าการรักษา” ใช้ได้ดีกับสัตว์เลี้ยงเช่นเดียวกับมนุษย์ การตรวจสุขภาพประจำปีช่วยให้เจ้าของและสัตวแพทย์สามารถวางแผนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้วัคซีน การถ่ายพยาธิ หรือการปรับเปลี่ยนอาหารและการออกกำลังกาย โรคหลายชนิดในสัตว์เลี้ยงสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลที่เหมาะสม เช่น โรคฟันผุและเหงือกอักเสบสามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากที่ดี โรคอ้วนซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของหลายโรคสามารถควบคุมได้ด้วยอาหารและการออกกำลังกายที่เหมาะสม การตรวจสุขภาพประจำปียังเป็นโอกาสให้สัตวแพทย์ได้ให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนการดูแลสัตว์เลี้ยงตามช่วงอายุที่เปลี่ยนไป เช่น ลูกสุนัขและลูกแมวต้องการวัคซีนและการดูแลที่แตกต่างจากสุนัขและแมวสูงอายุ การติดตามพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลง การตรวจสุขภาพประจำปีช่วยให้สัตวแพทย์สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและพฤติกรรมของสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างผิดปกติ [...]

12/2/2568 • โดย Homeday Matoy
การฉีดวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลสัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต บทความนี้จะแนะนำวัคซีนที่จำเป็นสำหรับสุนัขและแมว พร้อมคำแนะนำเรื่องระยะเวลาที่เหมาะสมในการฉีด ความสำคัญของการฉีดวัคซีนในสัตว์เลี้ยง วัคซีนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ โดยการฉีดเชื้อโรคที่ถูกทำให้อ่อนแรงลงหรือตายแล้วเข้าสู่ร่างกาย ทำให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโดยไม่ต้องป่วยจริง การฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดในการป้องกันโรคร้ายแรง สัตว์เลี้ยงที่ไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคร้ายแรง ซึ่งบางโรคสามารถติดต่อถึงคนได้ เช่น โรคพิษสุนัขบ้า นอกจากนี้การฉีดวัคซีนยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคในกลุ่มสัตว์เลี้ยง วัคซีนที่จำเป็นสำหรับสุนัข วัคซีนพื้นฐานที่สุนัขทุกตัวต้องได้รับ วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ฉีดครั้งแรกเมื่ออายุ 12 สัปดาห์ กระตุ้นซ้ำหลังฉีดเข็มแรก 1 ปี หลังจากนั้นฉีดทุก 1-3 ปีตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ วัคซีนรวม (DHPP) ป้องกันโรคไข้หัดสุนัข พาร์โวไวรัส ตับอักเสบติดต่อ และไข้หวัดสุนัข เริ่มฉีดเมื่ออายุ 6-8 สัปดาห์ ฉีดกระตุ้นทุก 3-4 สัปดาห์จนอายุ 16 สัปดาห์ กระตุ้นซ้ำเมื่ออายุ 1 ปี และทุก 3 ปีหลังจากนั้น วัคซีนเสริมตามความเสี่ยง วัคซีนโรคเลปโตสไปโรซิส แนะนำสำหรับสุนัขที่อาศัยในพื้นที่ชื้นแฉะ ฉีดครั้งแรก 2 เข็มห่างกัน 2-4 [...]