กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
ผลการค้นหาสำหรับ "ดอกเบี้ยบ้าน" พบทั้งหมด 29 บทความ

23/7/2568 • โดย Homeday Aum
แสนสิริ ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ของประเทศ ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย สถาบันการเงินชั้นนำของประเทศ เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ให้คนไทยเข้าถึงกรีนโลนกับโครงการคุณภาพที่เน้นด้านความยั่งยืนจากแสนสิริ สนับสนุนประเทศไทยสู่ Net-Zero อย่างเต็มกำลัง นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “แสนสิริขอขอบคุณธนาคารกสิกรไทย หนึ่งในสถาบันการเงินที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับแสนสิริยาวนานกว่า 40 ปี ด้วยมูลค่าการมอบสินเชื่อให้ลูกบ้านแสนสิริกว่า 5 หมื่นล้านบาท และเป็นสถาบันการเงินชั้นนำของประเทศที่มีวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือกับแสนสิริในการขับเคลื่อนพันธกิจสีเขียว ผ่านการส่งมอบสินเชื่อบ้านรักษ์โลกหรือ Green Loan ที่ร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด ได้ออกแคมเปญพิเศษอัตราดอกเบี้ยพิเศษปีแรกเริ่มที่ 1.75%* และโปรโมชันฟรีค่าจดจำนอง** และสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมมากมายจากโครงการ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่สายกรีนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม กับโครงการที่ออกแบบมาสอดรับการอยู่อาศัยแบบยั่งยืน อาทิ โครงการเศรษฐสิริ ราชพฤกษ์-สาย1 และโครงการอื่นๆ รวมกว่า 117 โครงการทั่วประเทศ ล่าสุดแสนสิริได้พัฒนาบ้านต้นแบบเพื่อความยั่งยืนหรือ Sustainable Home – Prototype 1 นำร่องแห่งแรกที่โครงการ เศรษฐสิริ ราชพฤกษ์ – สาย [...]

24/6/2568 • โดย Homeday Aum
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มอบสิทธิพิเศษข้าราชการที่ยังรับราชการอยู่ และเป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยบ้าน เพียงใช้สินเชื่อ “โครงการบ้าน ธอส. – กบข. เพื่อที่อยู่อาศัยข้าราชการครั้งที่ 16” ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์การกู้ รวมถึงการไถ่ถอนจากสถาบันการเงินอื่น (รีไฟแนนซ์) และซื้ออุปกรณ์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย กับอัตราดอกเบี้ย 0% ปีแรก, ปีที่ 2 เท่ากับ 3.25% ต่อปี, ปีที่ 3 เท่ากับ 4.55% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก เท่ากับ 2.60%), ปีที่ 4 – 5 เท่ากับ MRR-2.00% ต่อปี และปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-1.25% ต่อปี และกรณีกู้ชำระหนี้/ ซื้ออุปกรณ์ฯ เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ [...]

26/4/2568 • โดย Homeday Matoy
บ้านทุกหลังเมื่ออยู่อาศัยมาสักระยะหนึ่ง ย่อมมีจุดที่ทรุดโทรมและต้องการปรับปรุง เพื่อให้ตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป แต่เพราะการปรับปรุงบ้านนั้นจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อย หลายครอบครัวจึงพิจารณาทางเลือกในการขอสินเชื่อตกแต่งบ้าน บทความนี้จะแนะนำขั้นตอนการกู้เงินรีโนเวทบ้าน พร้อมเงื่อนไขสำคัญที่ควรรู้เพื่อให้การยื่นขอสินเชื่อผ่านได้อย่างราบรื่น ทำไมการรีโนเวทบ้านจึงเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าการซื้อบ้านใหม่? การรีโนเวทบ้านเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการซื้อบ้านใหม่ในหลายด้าน โดยเฉพาะเมื่อโครงสร้างหลักของบ้านยังคงแข็งแรง แต่อาจมีจุดที่ทรุดโทรมต้องการปรับปรุง หรือต้องการเปลี่ยนฟังก์ชันการใช้งานเพื่อให้เหมาะกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป การรีโนเวทบ้านช่วยประหยัดทั้งงบประมาณและเวลาเมื่อเทียบกับการซื้อบ้านใหม่ อย่างไรก็ตาม การรีโนเวทบ้านก็ยังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จากตัวอย่างการรีโนเวทบ้านเก่าให้เป็นพื้นที่ส่วนตัว ยอดรวมค่าใช้จ่ายอาจอยู่ที่ประมาณ 70,000-80,000 บาท ซึ่งรวมค่าแรงปูกระเบื้อง ทาสี ติดตั้งฝ้าเพดาน ค่าวัสดุก่อสร้างต่างๆ และค่าอุปกรณ์ในห้องน้ำ ซึ่งเป็นเพียงการรีโนเวทขนาดเล็กเท่านั้น หากเป็นการรีโนเวทพื้นที่ขนาดใหญ่ ค่าใช้จ่ายจะยิ่งสูงขึ้นอีกมาก สินเชื่อเพื่อการรีโนเวทบ้านมีกี่ประเภท? เลือกแบบไหนให้เหมาะกับตัวเอง การเลือกประเภทสินเชื่อให้เหมาะสมกับความต้องการเป็นขั้นตอนสำคัญในการกู้เงินรีโนเวทบ้าน เพราะสินเชื่อแต่ละประเภทมีข้อดีและข้อจำกัดแตกต่างกัน ซึ่งสินเชื่อหลักๆ มีดังนี้ สินเชื่อแบบวงเงินกู้ระยะยาว เป็นสินเชื่อที่ได้รับความนิยมสำหรับการรีโนเวทบ้าน มีระยะเวลาผ่อนชำระมากกว่า 5 ปี เหมาะสำหรับการลงทุนในสิ่งปลูกสร้างที่ต้องใช้งบประมาณสูง วงเงินกู้จะพิจารณาตามความเหมาะสม และใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักค้ำประกัน จุดเด่นคืออัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับสินเชื่อประเภทอื่น สินเชื่อกู้ต่อเติมหรือซ่อมแซมบ้าน เป็นสินเชื่อเฉพาะสำหรับการต่อเติมหรือซ่อมแซมบ้าน มีจุดเด่นคือดอกเบี้ยถูกแบบลดต้นลดดอก และได้วงเงินสูง สามารถผ่อนจ่ายได้สบาย แต่อาจมีเงื่อนไขว่าบ้านที่ยังมีภาระผ่อนอยู่อาจไม่สามารถยื่นกู้ประเภทนี้ได้ กรณีที่จำเป็นต้องกู้ คุณสามารถนำบ้านมาเป็นหลักค้ำประกันกับธนาคารได้ โดยควรยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารเดิมที่เคยมีประวัติการกู้ จะทำให้ขอสินเชื่อได้สะดวกขึ้น รีไฟแนนซ์ การรีไฟแนนซ์บ้านเป็นการยื่นกู้สินเชื่อกับธนาคารแห่งใหม่ เพื่อลดภาระเรื่องดอกเบี้ย [...]

25/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การมีบ้านสักหลังเป็นของตัวเองนั้นถือเป็นความฝันของคนจำนวนมาก แต่หากไม่มีเงินก้อนใหญ่เพียงพอ ทางเลือกส่วนใหญ่คือการขอสินเชื่อกู้เงินซื้อบ้านจากธนาคาร ซึ่งมักมีระยะเวลาผ่อนชำระนานเป็นสิบปีหรือมากกว่านั้น โดยทั่วไปธนาคารจะเสนอโปรโมชั่นดอกเบี้ยคงที่ในช่วง 3 ปีแรกเท่านั้น หลังจากนั้นดอกเบี้ยมักจะปรับสูงขึ้นเป็นอัตราลอยตัวที่แพงกว่าเดิม ทำให้ผู้กู้ต้องแบกรับภาระหนักขึ้น หลายคนรู้จักการรีไฟแนนซ์เพื่อลดภาระดอกเบี้ย แต่อีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ “รีเทนชั่น” ซึ่งหลายคนอาจยังไม่คุ้นเคย บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับรีเทนชั่น ขั้นตอนการดำเนินการ และเปรียบเทียบกับการรีไฟแนนซ์ เพื่อให้ผู้อ่านมีข้อมูลครบถ้วนในการตัดสินใจเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการลดภาระดอกเบี้ยบ้าน รีเทนชั่นคืออะไร? หลักการสำคัญที่ผู้กู้บ้านต้องรู้ รีเทนชั่น (Retention) คือ การเจรจาต่อรองขอลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินเดิมที่ได้เคยทำเรื่องกู้ยืมไว้ โดยสามารถทำได้หลังจากผ่อนชำระครบ 3 ปีแล้ว หรือเมื่อพ้นระยะเวลาที่มีดอกเบี้ยคงที่ตามที่ระบุในสัญญา การรีเทนชั่นเป็นทางเลือกสำหรับผู้กู้ที่ต้องการลดค่าใช้จ่ายในส่วนของดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคาร โดยไม่ต้องย้ายไปยังธนาคารอื่น หลังจากผ่อนบ้านในอัตราดอกเบี้ยคงที่มาจนครบ 3 ปี ดอกเบี้ยมักจะปรับขึ้นเป็นอัตราที่สูงกว่าเดิม ทำให้ภาระการผ่อนชำระหนักขึ้น การรีเทนชั่นจึงเป็นทางออกที่น่าสนใจสำหรับผู้กู้ที่ต้องการบรรเทาภาระทางการเงิน โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระที่ดีมาโดยตลอด ขั้นตอนการทำรีเทนชั่นบ้านง่ายๆ สำหรับผู้กู้ทั่วไป การทำรีเทนชั่นบ้านไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนคิด ไม่ต้องเตรียมเอกสารมากมายให้วุ่นวาย มีเพียงขั้นตอนไม่กี่ขั้นตอนดังนี้: เตรียมเอกสารสำคัญ ได้แก่ สัญญาเงินกู้ ทะเบียนบ้าน และสำเนาบัตรประชาชน เข้าไปทำเรื่องเจรจาต่อรองขอลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินที่กำลังผ่อนชำระค่าบ้านอยู่ รอผลการพิจารณาอนุมัติจากธนาคาร ซึ่งโดยทั่วไปใช้เวลาไม่นาน เมื่อได้รับการอนุมัติ อาจต้องเสียค่าธรรมเนียมการทำรีเทนชั่นประมาณ 1-2% ของวงเงินกู้ เอกสารที่ใช้ในการทำรีเทนชั่น เตรียมอะไรบ้าง? [...]

24/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การซื้อบ้านเป็นหนึ่งในความฝันของคนส่วนใหญ่ แต่การต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินมาซื้อบ้านก็มาพร้อมกับภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเป็นระยะเวลายาวนาน อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีสำหรับผู้ที่กำลังผ่อนบ้านอยู่ เพราะดอกเบี้ยบ้านที่จ่ายไปนั้นไม่สูญเปล่า สามารถนำมาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่กฎหมายกำหนด ช่วยบรรเทาภาระภาษีและอาจทำให้ได้รับเงินคืนภาษีมากขึ้นอีกด้วย บทความนี้จะพาคุณไปรู้จักกับวิธีการใช้ประโยชน์จากดอกเบี้ยบ้านเพื่อลดหย่อนภาษีให้ได้มากที่สุด พร้อมเงื่อนไขและข้อควรระวังต่างๆ ที่ควรทราบ เหตุใดดอกเบี้ยบ้านจึงนำมาลดหย่อนภาษีได้? รัฐบาลได้ออกมาตรการเพื่อกระตุ้นและจูงใจให้ประชาชนทำกิจกรรมทางการเงินที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ โดยการส่งเสริมให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญ มาตรการสิทธิลดหย่อนภาษี หรือ Tax Deductions คือสิทธิประโยชน์ที่ช่วยให้ผู้มีรายได้เสียภาษีน้อยลงเมื่อทำการคำนวณภาษี เป็นการบรรเทาภาระทางภาษี และอาจทำให้ได้รับเงินคืนจากภาษีมากขึ้น นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวยังช่วยป้องกันการยื่นภาษีผิดพลาดและส่งเสริมให้ประชาชนหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่เพียงแต่การซื้อบ้านเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลงทุนในตลาดหุ้น การออมระยะยาว หรือการทำประกันชีวิตที่ล้วนมีสิทธิลดหย่อนภาษีเช่นกัน ดอกเบี้ยบ้านประเภทไหนที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้? ไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภทที่จะนำมาลดหย่อนภาษีได้ ดอกเบี้ยที่จะนำมาใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ต้องมีเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1. วัตถุประสงค์เพื่อที่อยู่อาศัยเท่านั้น ต้องเป็นการกู้เงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อซื้อ เช่าซื้อ หรือสร้างที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม คอนโดมิเนียม หรืออาคารชุดต่างๆ ต้องซื้อไว้เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยจริง หากเป็นการซื้อเพื่อการลงทุนหรือการพาณิชย์จะไม่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ 2. ต้องมีการกู้ยืมและจำนอง ต้องมีการกู้ยืมและจำนองกับสถาบันการเงิน โดยจำนองทรัพย์สินที่เป็นที่อยู่อาศัยนั้นเป็นหลักประกัน เช่น บ้าน คอนโด หรืออาคารที่สร้างบนที่ดินเพื่ออยู่อาศัย ซึ่งในสัญญาเงินกู้จะระบุเงื่อนไขนี้อย่างชัดเจน หากเป็นเพียงการซื้อด้วยเงินสด ผ่อนตรงกับเจ้าของโครงการ [...]

24/4/2568 • โดย Homeday Matoy
เมื่อตัดสินใจกู้เงินซื้อบ้านหรือคอนโด คำถามสำคัญที่หลายคนมักต้องเผชิญคือควรเลือกดอกเบี้ยแบบไหนระหว่างลอยตัวและคงที่ ซึ่งทั้งสองแบบมีลักษณะเฉพาะและข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจเรื่องนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างเหมาะสมกับสถานะทางการเงินและแผนการชำระเงินระยะยาว บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับดอกเบี้ยทั้งสองประเภท เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย และให้คำแนะนำเพื่อช่วยให้คุณเลือกรูปแบบดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับความต้องการมากที่สุด ดอกเบี้ยลอยตัวคืออะไร และมีรูปแบบใดบ้าง? ดอกเบี้ยลอยตัว คือ อัตราดอกเบี้ยที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามดอกเบี้ยอ้างอิงของสถาบันการเงินในแต่ละช่วงเวลา โดยไม่คงที่ตลอดอายุสัญญา การคำนวณดอกเบี้ยลอยตัวอาศัยปัจจัยหลายประการ ได้แก่ นโยบายการบริหารของธนาคาร สภาพคล่องของธนาคาร สถานะทรัพย์สินและหนี้สิน อัตราเงินเฟ้อ และสภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น หลักการสำคัญของดอกเบี้ยลอยตัวคือการคำนวณจากเงินต้นคงเหลือที่แท้จริง โดยไม่ได้ระบุจำนวนเงินดอกเบี้ยเจาะจงว่าจะเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่ไปตลอดอายุสัญญา ดอกเบี้ยลอยตัวสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักตามกลุ่มลูกค้าและวัตถุประสงค์ของการกู้ ได้แก่: ดอกเบี้ย MLR (Minimum Loan Rate) – เป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวที่มีเรทราคาเงินกู้ขั้นต่ำสุด สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีหรือผู้มีประวัติการชำระเงินตรงต่อเวลา เหมาะกับการกู้ที่มีระยะเวลาการชำระแน่นอนในระยะยาว ดอกเบี้ย MRR (Minimum Retail Rate) – คืออัตราดอกเบี้ยลอยตัวที่ใช้กับสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบ้านสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี มักมีเงื่อนไขการชำระที่ยืดหยุ่นกว่า MLR ดอกเบี้ย MOR (Minimum Overdraft Rate) – เป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวสำหรับเงินกู้เบิกเกินบัญชี มักเกี่ยวข้องกับลูกค้าธุรกิจที่ต้องการความยืดหยุ่นในการบริหารเงินสดหมุนเวียน ธนาคารจะมีการพิจารณาอย่างเข้มงวดสำหรับอัตรานี้ การที่ดอกเบี้ยสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานี้เองทำให้มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง โดยผู้กู้อาจได้ประโยชน์เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง [...]

24/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การซื้อบ้านหรือที่อยู่อาศัยเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของชีวิต ส่วนใหญ่มักใช้วิธีกู้เงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าดอกเบี้ยบ้านสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้? บทความนี้จะอธิบายเงื่อนไขและขั้นตอนการนำดอกเบี้ยบ้านไปลดหย่อนภาษีอย่างละเอียด พร้อมแนะนำวิธีคำนวณและการยื่นภาษีออนไลน์ที่ทำได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง ดอกเบี้ยบ้านคืออะไร? ทำไมจึงสำคัญในการลดหย่อนภาษี ดอกเบี้ยบ้าน คือ ค่าตอบแทนที่ผู้กู้ต้องจ่ายให้กับสถาบันการเงินเมื่อกู้ยืมเงินเพื่อซื้อหรือสร้างที่อยู่อาศัย โดยจะมีอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันไปตามนโยบายของแต่ละสถาบันการเงิน รวมถึงปัจจัยด้านเครดิตของผู้กู้ ระยะเวลาการกู้ยืม และสภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้นๆ การนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษีถือเป็นสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่รัฐบาลให้กับประชาชน เพื่อส่งเสริมการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อีกทั้งยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อบ้านได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เสียภาษีประหยัดเงินได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยเฉพาะในช่วงแรกของการผ่อนบ้านที่สัดส่วนของดอกเบี้ยมักจะสูงกว่าเงินต้น ดอกเบี้ยบ้านลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่? หลายคนอาจสงสัยว่าดอกเบี้ยบ้านสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้มากน้อยเพียงใด คำตอบคือ คุณสามารถนำดอกเบี้ยบ้านมาลดหย่อนภาษีได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทต่อปีภาษี นั่นหมายความว่า หากคุณจ่ายดอกเบี้ยบ้านในปีภาษีนั้นเป็นจำนวน 80,000 บาท คุณก็สามารถนำไปลดหย่อนได้เต็มจำนวน แต่หากคุณจ่ายดอกเบี้ยบ้านเกิน 100,000 บาท เช่น 120,000 บาท คุณจะสามารถนำไปลดหย่อนได้เพียง 100,000 บาทเท่านั้น การลดหย่อนภาษีด้วยดอกเบี้ยบ้านนี้จะช่วยลดฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของคุณ ซึ่งจะส่งผลให้คุณเสียภาษีน้อยลง หรืออาจได้รับเงินภาษีคืนมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราภาษีเงินได้ของคุณด้วย ใครบ้างที่มีสิทธิลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยบ้าน? ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ผ่อนบ้านจะสามารถนำดอกเบี้ยไปลดหย่อนภาษีได้ ผู้ที่มีสิทธิใช้การลดหย่อนภาษีจากดอกเบี้ยบ้านจะต้องเป็นผู้ที่มีชื่อเป็นผู้กู้หรือผู้กู้ร่วมในสัญญากู้ยืมเงินเท่านั้น หากคุณเป็นเพียงผู้ร่วมจ่ายค่าบ้านแต่ไม่ได้มีชื่อเป็นผู้กู้หรือผู้กู้ร่วม คุณจะไม่สามารถนำดอกเบี้ยบ้านไปลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ แม้ว่าคุณจะเป็นสามีหรือภรรยาที่จดทะเบียนสมรสกับผู้กู้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่หากไม่ได้มีชื่อเป็นผู้กู้ร่วม ก็จะไม่สามารถนำดอกเบี้ยบ้านไปลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน [...]

24/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การมีบ้านสักหลังเป็นความฝันของคนส่วนใหญ่ แต่หลายคนต้องพบกับความผิดหวังเมื่อยื่นขอสินเชื่อบ้านแล้วถูกปฏิเสธ การยื่นกู้ซื้อบ้านให้ผ่านไม่ใช่เรื่องยากเกินไป หากคุณเตรียมตัวให้พร้อมและวางแผนอย่างรอบคอบ บทความนี้จะแนะนำ 7 เทคนิคสำคัญที่จะช่วยให้การยื่นกู้ซื้อบ้านของคุณผ่านฉลุย ทำให้คุณได้เป็นเจ้าของบ้านในฝันเร็วขึ้น เหตุใดคนส่วนใหญ่ถึงถูกปฏิเสธการกู้บ้าน? การที่ธนาคารปฏิเสธการยื่นกู้บ้านไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุผล มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้ผู้กู้ไม่ผ่านการพิจารณา เช่น รายได้ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับราคาบ้าน มีภาระหนี้สินเดิมสูงเกินไป ประวัติทางการเงินไม่ดี เอกสารไม่ครบถ้วน หรือเลือกธนาคารที่ไม่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของตนเอง นอกจากนี้ อีกสาเหตุสำคัญคือการขาดการวางแผนทางการเงินที่ดี ทำให้ไม่มีเงินดาวน์เพียงพอ โดยทั่วไปธนาคารจะให้สินเชื่อประมาณ 80-90% ของราคาบ้าน ดังนั้นผู้กู้จะต้องมีเงินดาวน์อย่างน้อย 10-20% ของราคาบ้าน ซึ่งหลายคนมักมองข้ามจุดนี้ จะประเมินความสามารถในการกู้ซื้อบ้านของตนเองได้อย่างไร? การประเมินความสามารถในการกู้ซื้อบ้านของตนเองเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญมาก เพราะจะช่วยให้คุณเลือกบ้านที่ราคาเหมาะสมกับกำลังทรัพย์ของคุณ โดยทั่วไปธนาคารจะพิจารณาจากรายได้และภาระหนี้เป็นหลัก ซึ่งคุณสามารถคำนวณได้ดังนี้ กรณีไม่มีหนี้สินใดๆ: หากคุณไม่มีภาระหนี้เลย ความสามารถในการกู้จะคำนวณได้จากสูตร: รายได้ต่อเดือน x 60 = วงเงินกู้สูงสุดที่เป็นไปได้ เช่น หากคุณมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท คุณอาจจะกู้ได้สูงสุดประมาณ 1,800,000 บาท กรณีมีหนี้สินอยู่แล้ว: หากคุณมีภาระหนี้อื่นๆ คุณต้องคำนวณความสามารถในการผ่อนชำระดังนี้: รายได้ต่อเดือน x 30-40% = ความสามารถในการผ่อนชำระสูงสุดต่อเดือน [...]

22/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การผ่อนบ้านให้หมดเร็วถือเป็นเป้าหมายของคนที่กำลังมีภาระผ่อนบ้าน เพราะนั่นหมายถึงภาระหนี้สินที่ลดลงและการได้เป็นเจ้าของบ้านอย่างเต็มตัวเร็วขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่ค่าครองชีพสูงขึ้น มนุษย์เงินเดือนต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการภาระหนี้สิน บทความนี้จะแนะนำ 6 เทคนิคโปะบ้านที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธี เพื่อให้คุณสามารถเลือกวิธีที่เหมาะสมกับสถานะทางการเงินของตนเอง หลักการสำคัญในการผ่อนบ้านให้หมดเร็ว หลักการง่ายๆ ในการผ่อนบ้านให้หมดเร็วคือการชำระหนี้ให้มากกว่าจำนวนเงินที่กำหนดไว้ในแต่ละงวด เพื่อให้มีเงินไปหักชำระเงินต้นมากขึ้น ลดจำนวนเงินที่ต้องเสียเป็นดอกเบี้ย โดยเมื่อดอกเบี้ยลดลง ยอดเงินต้นก็จะลดลงเร็วขึ้น ทำให้หมดหนี้ได้เร็วกว่ากำหนด วิธีการโปะบ้านนั้นมีหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความสะดวกและฐานะทางการเงินของแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการกระจายเงินเพื่อชำระเกินในแต่ละงวด หรือการชำระเกินด้วยเงินก้อนใหญ่เพียงปีละครั้ง ก็ล้วนช่วยลดระยะเวลาในการผ่อนบ้านได้ทั้งสิ้น เทคนิคที่ 1: ผ่อนเกินค่างวดทุกๆ งวด การผ่อนชำระเกินกว่าค่างวดที่กำหนดในทุกๆ เดือนเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก เนื่องจากค่างวดที่เราจ่ายให้ธนาคารในแต่ละเดือนประกอบด้วยเงินต้นและดอกเบี้ย โดยในช่วงแรกของการผ่อน เงินส่วนใหญ่มักจะไปอยู่ที่ดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้น ดังนั้น หากเราจ่ายเกินกว่าที่ธนาคารกำหนด จำนวนเงินส่วนที่เกินนั้นจะถูกนำไปตัดเงินต้นโดยตรง ส่งผลให้ฐานในการคิดดอกเบี้ยครั้งต่อไปลดลง ทำให้ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัดไปลดลงด้วย ตัวอย่างเช่น หากคุณมีค่างวดบ้านเดือนละ 15,000 บาท แต่สามารถจ่ายได้ 17,000 บาททุกเดือน เงินส่วนเกิน 2,000 บาทนั้นจะไปตัดเงินต้นโดยตรง ทำให้ยอดหนี้ลดลงเร็วขึ้น และดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในงวดถัดไปก็จะลดลงตามไปด้วย เทคนิคที่ 2: ใช้เงินก้อนในการโปะบ้าน การนำเงินก้อนมาโปะบ้านเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง เพราะสามารถลดยอดเงินต้นได้ทันที ซึ่งจะส่งผลให้ดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับมนุษย์เงินเดือน [...]