กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
ผลการค้นหาสำหรับ "วิกฤต" พบทั้งหมด 332 บทความ

3/6/2568 • โดย Homeday Matoy
การปลูกผักสวนครัวไว้กินเองกำลังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน เนื่องจากให้ประโยชน์ทั้งด้านสุขภาพ การประหยัดค่าใช้จ่าย และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ การมีผักสวนครัวเป็นของตัวเองทำให้เรามั่นใจได้ว่าผักที่กินนั้นปลอดจากสารเคมีอันตราย สดใหม่ และสามารถเก็บมาปรุงอาหารได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพาการซื้อผักจากตลาด ซึ่งในช่วงเวลาวิกฤตหรือเมื่อราคาผักแพงก็สามารถพึ่งพาตนเองได้ ประโยชน์ที่ได้จากการปลูกผักสวนครัวเอง การปลูกผักสวนครัวไว้กินเองนำมาซึ่งประโยชน์หลากหลายด้าน ทั้งด้านสุขภาพและเศรษฐกิจ ประโยชน์สำคัญที่เห็นได้ชัดคือการได้รับผักที่สดใหม่และปลอดสารพิษ เนื่องจากเราสามารถควบคุมกระบวนการปลูกตั้งแต่เริ่มต้น ผักที่ปลูกเองมักจะมีรสชาติที่ดีกว่าผักที่ซื้อจากตลาด เพราะสามารถเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสมและนำมาบริโภคทันที ด้านเศรษฐกิจ การปลูกผักเองช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้อย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาผักมีความผันผวน การลงทุนเริ่มแรกอาจจะสูงเล็กน้อย แต่เมื่อคิดในระยะยาวจะคุ้มค่ามาก เพราะผักหลายชนิดสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายครั้งจากการปลูกครั้งเดียว นอกจากนี้ยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเป็นกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายจากความเครียด การปลูกผักเองยังช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารในครัวเรือน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น การระบาดของโรค หรือสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน เราจะมีอาหารสำรองที่ปลอดภัยและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่น เพราะช่วยลดการขนส่งผัก ลดการใช้บรรจุภัณฑ์ และส่งเสริมการใช้วิธีการปลูกที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ การเตรียมพื้นที่และสร้างแปลงผัก การเตรียมพื้นที่เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการปลูกผักสวนครัว ซึ่งต้องพิจารณาปัจจัยหลายประการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี การเลือกตำแหน่งที่เหมาะสมควรเป็นบริเวณที่ได้รับแสงแดดเพียงพอ มีการระบายน้ำที่ดี และสะดวกต่อการดูแลรักษา หากมีพื้นที่จำกัด การปลูกในกระถางหรือการทำแปลงยกสูงก็เป็นทางเลือกที่ดี วิธีการทำแปลงผักแบบปูพลาสติกเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยม เนื่องจากช่วยป้องกันวัชพืชและทำให้การดูแลรักษาง่ายขึ้น ส่วนประกอบในการปรุงดินสำหรับแปลงผักประกอบด้วย แกลบดำ 2 ส่วน แกลบ 1 ส่วน ดินร่วน 2 ส่วน และปุ๋ยหมัก [...]

28/5/2568 • โดย Homeday Matoy
THE RITZ CLINIC (เดอะ ริทซ์ คลินิก) ภายใต้การบริหารของ “หมอริท – นพ.เรืองฤทธิ์ ศิริพานิช“ กับการฉลองก้าวสู่ปีที่ 6 THE RITZ CLINIC ที่ตลอดระยะเวลาดำเนินงาน ลูกค้าต่างไว้วางใจเข้ามารับบริการกันอย่างไม่ขาดสาย ซึ่งล่าสุดก็ได้เปิดตัวสาขาล่าสุด ที่ Future Park ชั้น 2 โซน west อย่างเป็นทางการ พร้อมจัดงานยิ่งใหญ่ “THE RITZ 6th Celebration Shine Your Way” นอกจากจะมีกิจกรรมจัดเต็มกิจกรรมสุดพิเศษ พร้อมเวิร์กช็อปอัพเดทเทรนด์แต่งหน้ากับ Make Up Artist ชื่อดัง “ป้อม-วินิจ” แล้ว ยังได้นักแสดงหนุ่มสุดหล่อ “เจมส์-จิรายุ [...]

27/5/2568 • โดย Homeday Matoy
ระดมผู้เชี่ยวชาญแชร์มุมมอง “BEYOND THE BLUEPRINTS” 60 วัน หลังแผ่นดินไหวก้าวต่อด้วยพลังความร่วมมือ สร้างความตระหนักรู้ ย้ำอาคารสูงในกรุงเทพฯ ปลอดภัย ศาสตราจารย์ ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย ภาควิชาวิศวกรรมโครงสร้างสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (AIT) และ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ กล่าวว่า ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านมาตรฐานการออกแบบสำหรับอาคารใหม่ จากการออกกฎกระทรวงและมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะ กฎกระทรวงปี 2564 ถือเป็นพัฒนาการที่ดีมากสำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย กฎหมายนี้บังคับให้การก่อสร้างอาคารใหม่ต้องมีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้น มีประเภทอาคารที่หลากหลายขึ้น นอกจากนี้โครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ที่สร้างขึ้นภายใต้กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก ความต้านทาน ความคงทนของอาคาร และพื้นดินที่รองรับอาคารในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว พ.ศ. 2564 และมาตรฐาน มยผ. 1301/1302-61 นับว่ามีมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการรายใหญ่ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและปฏิบัติตามมาตรฐาน รวมทั้งมีการนำเทคโนโลยีและวิธีการออกแบบที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีมาตรฐานการออกแบบอาคารที่เข้มงวด แต่การออกแบบและการก่อสร้างที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารต่างๆ สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้ อีกทั้งในอนาคต เราควรนำนวัตกรรมใหม่ๆ ที่พัฒนาและใช้กันแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นและอีกหลายประเทศมาช่วยลดระดับการโยกตัวและการสั่นไหวของอาคารในประเทศไทย นวัตกรรมเหล่านี้ ได้แก่ อุปกรณ์ที่ช่วยดูดซับพลังงานการสั่นไหวของอาคาร เช่น Viscous Dampers หรือ Oil [...]

14/5/2568 • โดย Homeday Matoy
เศรษฐกิจไทยคาดว่าจะชะลอตัวในปี 2568 ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจโลก ซึ่งได้รับแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และมาตรการตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าโลก ส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและฉุดรั้งแนวโน้มการเติบโต โดยคาดว่าแรงกดดันจากความตึงเครียดทางการค้าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี และอัตราการเติบโตของไทยจะอยู่ที่ 2% ภายใต้สถานการณ์ที่ภาษีศุลกากรอยู่ในระดับต่ำ แต่จะลดลงเหลือเพียง 1.3% หากมีการขึ้นภาษีเพิ่มเติม ในขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่และภาวะการเงินที่ตึงตัวภายในประเทศเป็นปัจจัยเสริมที่เพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจ ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์เพื่อสนับสนุนแนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง อัตราเงินเฟ้อทั่วไปคาดว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายจากปัจจัยด้านอุปทานและมาตรการอุดหนุนของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากแนวโน้มการปกป้องทางการค้าและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทาน อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต ธนาคารกลางยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสภาวะสินเชื่อที่เสื่อมถอยและความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในตลาดการเงิน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีนโยบายที่ตอบสนองอย่างทันท่วงทีและการประสานงานอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาแรงกระแทกจากการค้าและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ดัชนี BSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนมีนาคม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ดีขึ้นในไตรมาสแรก โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากภาคการผลิต ซึ่งมีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นจากการเร่งส่งออกก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มใช้มาตรการขึ้นภาษีตอบโต้ในเดือนเมษายน ในทางตรงกันข้าม ความเชื่อมั่นในภาคนอกการผลิตปรับตัวลดลง โดยมีสาเหตุหลักจากจุดอ่อนในภาคการท่องเที่ยว ขณะที่ดัชนี BSI คาดการณ์ล่วงหน้า 3 เดือนยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า อุปทาน (Supply) ปริมาณพื้นที่สำนักงานรวมในกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้นเป็น 6.314 ล้านตารางเมตร จากการก่อสร้างแล้วเสร็จของอาคาร WorkLab บนถนนพระราม 4 คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 3.1% เมื่อเทียบรายปี [...]

8/5/2568 • โดย Homeday Matoy
“บ้านที่แข็งแรง ทนทาน ปลอดภัย และส่งเสริมคุณภาพชีวิตการอยู่อาศัยที่ดี” คือหัวใจสำคัญที่คนสร้างบ้านในไทยต้องการ โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเมียนมา ที่สร้างความเสียหายให้อาคารบ้านเรือนในไทยหลายจังหวัด นอกจากภัยแผ่นดินไหวแล้ว วิกฤตหรือปัญหาเดิม ๆ ทั้งเสียงรบกวน ความร้อน หรือฝุ่น PM 2.5 ก็ยังก่อกวนการใช้ชีวิตของคนไทยไม่จบ บ้าน SCG HEIM ได้ชื่อว่าเป็นบ้านระดับพรีเมียม ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน สะอาด ปลอดภัย ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้อยู่อาศัย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า บ้าน SCG HEIM เป็นบ้านที่สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว หรือต้านทานความเร่งของการสั่นสะเทือนที่ปลอดภัยได้มากกว่า 1,200 แกล (gal)* จุดนี้ถือเป็นศักยภาพที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยหลังประสบภัยแผ่นดินไหวเป็นอย่างยิ่ง คุณสมบัติที่โดดเด่นของบ้าน SCG HEIM เกิดจากการผสานความร่วมมือระหว่างเอสซีจี และ บริษัท เซกิซุย (Sekisui) ผู้ผลิตและผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างบ้านจากประเทศญี่ปุ่น ที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2553 เซกิซุย ได้นำความเชี่ยวชาญและนวัตกรรมเทคโนโลยีแบบโมดูลาร์ (Modular) ซึ่งเป็นการสร้างบ้านสำเร็จรูปที่ผลิตโดยหุ่นยนต์ในโรงงาน ทำให้สามารถควบคุมคุณภาพการต่อ-เชื่อม-ประกอบได้ดี และคุมระยะเวลาก่อสร้างได้ตามแผน ด้วยระบบการสร้างบ้านที่สามารถปิดช่องว่างรอยต่อทุกส่วนของบ้าน ทั้งประตู หน้าต่าง [...]

7/5/2568 • โดย Homeday Matoy
แสนสิริ No.1 Brand สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญ เปิดตัวแบรนด์แคมเปญ ‘Every day… Life is good ทุกวัน ชีวิตดี’ สุดประทับใจทุกวันชีวิตดี กับ 12 Brand Films ถ่ายทำแบบ Cinematic ในโทนขาว-ดำที่ทรงพลัง สะท้อนปรัชญาการสร้างบ้านที่มากกว่าแค่ที่อยู่อาศัย แต่คือการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน ไม่หยุดนิ่งในการพัฒนา สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคน ผ่าน 4 แกนหลักไทม์เลสดีไซน์, คุณภาพและบริการอย่างไม่มีวันสิ้นสุด, คอมมูนิตี้การอยู่อาศัย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และมุ่งสร้างความยั่งยืน แสนสิริ ผู้นำในวงการอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย กว่า 40 ปี พัฒนาโครงการมากว่า 500 โครงการ 130,000 ยูนิต ดูแลลูกบ้านกว่า 130,000 ครอบครัว ไม่ง่ายที่องค์กรแห่งหนึ่งจะก้าวข้ามหลายวิกฤติเผชิญกับความท้าทายในหลากหลายด้านมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง “แสนสิริ” ยังคงเป็นผู้นำตลาด พิสูจน์ความแข็งแกร่งของแบรนด์อย่างแท้จริง รวมถึงรักษาผลการดำเนินงานให้เติบโตอย่างสม่ำเสมอ และในปี 2568 นี้ ได้เปิดตัวแบรนด์แคมเปญครั้งสำคัญ ภายใต้คอนเซ็ปต์ [...]

23/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การตัดสินใจซื้อคอนโดถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิตของหลายคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีที่พักอาศัยเป็นของตัวเอง การวางแผนทางการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนการตัดสินใจ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเงินเดือนระดับไหนที่เหมาะสมกับการกู้ซื้อคอนโด วิธีคำนวณความสามารถในการผ่อน และสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด รวมถึงเทคนิคการผ่อนคอนโดให้หมดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เงินเดือนระดับไหนที่ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อซื้อคอนโด? การอนุมัติสินเชื่อเพื่อซื้อคอนโดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงภาระหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วย โดยทั่วไปแล้ว สถาบันการเงินจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ทั้งหมดไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน นั่นหมายความว่า ภาระผ่อนคอนโดรวมกับหนี้สินที่มีอยู่ไม่ควรเกิน 40% ของเงินเดือน หากคุณมีเงินเดือน 20,000 บาท และไม่มีภาระหนี้สินอื่นๆ คุณจะสามารถผ่อนคอนโดได้ประมาณเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งคิดเป็น 40% ของเงินเดือน และสามารถกู้ได้ประมาณ 1,140,000 บาท แต่หากคุณมีภาระผ่อนอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น ผ่อนรถเดือนละ 5,000 บาท ความสามารถในการผ่อนคอนโดของคุณจะลดลงเหลือเพียง 3,000 บาทต่อเดือน (20,000 × 40% – 5,000 = 3,000) ซึ่งจะทำให้วงเงินกู้ลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ยิ่งคุณมีเงินเดือนสูงและมีภาระหนี้สินน้อย โอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติวงเงินกู้ที่สูงขึ้นก็มีมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ประวัติการชำระเงินที่ดีก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ธนาคารใช้พิจารณาในการอนุมัติสินเชื่อด้วย วิธีคำนวณความสามารถในการผ่อนคอนโดง่ายๆ [...]

17/4/2568 • โดย Homeday
กลุ่มทิสโก้ เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2568 กำไรสุทธิ 1,643 ล้านบาท ลดลง 5.2% จากปีก่อน สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงเปราะบาง ขณะที่สถานะการเงินยังคงแข็งแกร่ง โดยกลุ่มทิสโก้ และ ธนาคารทิสโก้ ได้รับการเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรจาก ทริสเรทติ้ง เป็นระดับ “A” และ “A+” ตามลำดับ นายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 เผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัยทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากความตึงเครียดของสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ และเหตุแผ่นดินไหวที่สร้างความตื่นตระหนกและกระทบต่อความเชื่อมั่น กดดันภาคเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วให้อ่อนแอลงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังต้องจับตาความเสี่ยงใหม่จากมาตรการภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ที่เริ่มขึ้นในเดือนเมษายน 2568 ทั้งนี้ ประเมินว่า อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะยังมีความท้าทายสูง คาดการณ์ว่า จะเติบโตเพียง 1.5-2% [...]

17/4/2568 • โดย Homeday Matoy
หนี้เสียหรือ NPL (Non-Performing Loan) เป็นปัญหาทางการเงินที่ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อบุคคลและเศรษฐกิจโดยรวม โดยเฉพาะในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน การขาดความเข้าใจเกี่ยวกับหนี้เสียอาจทำให้ผู้กู้ตกอยู่ในสถานการณ์ทางการเงินที่ลำบาก บทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับหนี้เสีย สาเหตุการเกิด ผลกระทบ และวิธีการจัดการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้คุณสามารถเตรียมพร้อมรับมือหรือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาหนี้เสียได้ หนี้เสีย NPL คืออะไร? ทำไมต้องระวัง? NPL หรือ Non-Performing Loan คือสถานะของหนี้ที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยได้ตามกำหนดเวลาที่ตกลงไว้กับสถาบันการเงิน โดยทั่วไปหากค้างชำระเกินกว่า 90 วัน หนี้นั้นจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม NPL หรือที่เรียกว่าหนี้เสีย การมีหนี้เสียบ่งชี้ว่าผู้กู้กำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ซึ่งอาจเกิดจากการขาดการวางแผนทางการเงินที่รอบคอบ หรือเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เช่น การสูญเสียรายได้หรือค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่ไม่ได้วางแผนไว้ หนี้เสียเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือทางการเงิน การมีประวัติหนี้เสียจะถูกบันทึกในฐานข้อมูลเครดิตบูโร ซึ่งทำให้โอกาสในการขอสินเชื่อในอนาคตลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ยังอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี หรือการยึดทรัพย์สินที่ใช้ค้ำประกันเงินกู้ เช่น บ้าน หรือรถยนต์ สถาบันการเงินจัดประเภทหนี้เป็น NPL เพื่อบริหารความเสี่ยง เนื่องจากหนี้ที่ค้างชำระนานมีโอกาสสูงที่จะไม่ได้รับคืน สถาบันการเงินจำเป็นต้องกันเงินสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความเสียหาย ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการปล่อยสินเชื่อสูงขึ้น และอาจทำให้การอนุมัติสินเชื่อใหม่เป็นไปได้ยากขึ้นสำหรับผู้กู้รายอื่นๆ หนี้เสียมีกี่ประเภท? ลักษณะแต่ละแบบเป็นอย่างไร? หนี้เสียสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกประเภทของสินเชื่อ และแบ่งได้หลายประเภทตามลักษณะของสินเชื่อที่เป็นที่มาของหนี้ ดังนี้: หนี้เสียจากบัตรเครดิต (Credit Card [...]