กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
ผลการค้นหาสำหรับ "มอก" พบทั้งหมด 159 บทความ

8/5/2568 • โดย Homeday Matoy
การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้วยความเรียบง่าย สวยลงตัว และให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง สบายตา นอกจากนี้ยังดูแลรักษาและทำความสะอาดง่าย เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ต้องการความเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยความหมาย สไตล์มินิมอลตั้งอยู่บนปรัชญา “น้อยแต่มาก” (Less is More) ที่มุ่งเน้นการเลือกใช้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นและมีคุณค่า แต่การจะสร้างบ้านสไตล์มินิมอลที่ทั้งสวยงามและน่าอยู่นั้น ไม่ใช่แค่การลดทอนสิ่งของ แต่ยังต้องคำนึงถึงการออกแบบ การเลือกสี และการจัดวางที่ลงตัว มินิมอลสไตล์มีกี่แบบและแบบไหนเหมาะกับคุณ? แนวคิดสำคัญของสไตล์มินิมอลคือการลดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เหลือไว้แต่สิ่งที่สำคัญและมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิต การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์และจำเป็นต่อการใช้งานถือเป็นหัวใจสำคัญของการแต่งบ้านสไตล์นี้ โดยยึดคอนเซ็ปต์ ‘น้อยแต่มาก’ เอาไว้เป็นแกนหลัก มินิมอลสไตล์แบ่งออกเป็น 5 รูปแบบหลัก ดังนี้: 1. สไตล์เน้นความสวยงาม (Aesthetic-Minded) รูปแบบนี้จะเน้นความสวยงามและความชอบส่วนตัวเป็นหลัก โดยของแต่งบ้านทุกชิ้นต้องมาพร้อมดีไซน์ที่เก๋และสะดุดตา แม้จะเรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ เหมาะสำหรับคนที่ชอบของตกแต่งบ้านและต้องการมีมุมสวยๆ ในบ้านไว้ถ่ายรูป หรือสำหรับผู้ที่ชื่นชอบงานศิลปะและต้องการให้บ้านเป็นพื้นที่แสดงออกถึงรสนิยม 2. สไตล์ไร้เฟอร์นิเจอร์ (Furniture-Free) ตามชื่อคือการตกแต่งบ้านโดยใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เช่น การใช้ฟูกนอนแทนเตียง การใช้เบาะรองนั่งแทนโซฟา เพื่อทำให้พื้นที่โปร่งโล่งและดูกว้างมากที่สุด สไตล์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายหรือมีพื้นที่อยู่อาศัยจำกัด 3. สไตล์รักธรรมชาติ (Eco) เป็นการผสมผสานระหว่างแนวคิดมินิมอลกับการรักษ์โลก โดยเน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ เช่น โต๊ะไม้ โซฟาผ้า [...]

2/5/2568 • โดย Homeday Matoy
“SYS” เหล็กไทยหัวใจกรีน รุกสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการก่อสร้างไทย เผยโฉมผลิตภัณฑ์ล่าสุด “โครงเหล็กสำเร็จรูป” ชูจุดเด่นโครงเหล็กคุณภาพเยี่ยม ติดตั้งรวดเร็ว งานเสร็จไวภายใน 60 วัน เจาะกลุ่มเป้าหมายเจ้าของโครงการและผู้รับเหมาที่ต้องการลดระยะเวลาการก่อสร้าง เพิ่มความคุ้มค่าในการลงทุน นายพงษ์ศักดิ์ แห่ล้อม ผู้จัดการฝ่ายการตลาด พร้อมด้วย นายกานต์ พงษ์นุ่มกุล ผู้จัดการธุรกิจสินค้าและบริการครบวงจร บริษัท เหล็กสยามยามาโตะ จำกัด หรือ SYS ผู้ผลิตเหล็กเอชบีม ไวด์แฟลงก์ มานานกว่า 30 ปี ร่วมเปิดตัว “โครงเหล็กสำเร็จรูป Steel Solution by SYS” ผลิตภัณฑ์คุณภาพล่าสุดภายใต้แบรนด์ SYS ครั้งแรกในงานสถาปนิก’68 เพื่อช่วยยกระดับวงการก่อสร้างไทยให้ก้าวไกลยิ่งกว่าเดิม นายพงษ์ศักดิ์ เผยว่า เทรนด์การก่อสร้างในปัจจุบัน นอกจากการให้ความสำคัญกับเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับโมเดลเศรษฐกิจใหม่ หรือ BCG Economy แล้ว ระยะเวลาการก่อสร้างที่รวดเร็วก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ ผู้รับเหมา สามารถลดต้นทุนลงได้ โครงเหล็กสำเร็จรูป Steel Solution by [...]

1/5/2568 • โดย Homeday Matoy
การมีพื้นที่สีเขียวรอบบ้านเป็นสิ่งที่หลายคนปรารถนา แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่และเวลาในการดูแล ทำให้หลายคนเลือกที่จะจัดสวนหินสไตล์ญี่ปุ่นแทนสวนหญ้าแบบทั่วไป สวนหินข้างบ้านไม่เพียงแต่สวยงาม แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบ ผ่อนคลาย และเป็นมุมพักใจที่ดีสำหรับเจ้าของบ้าน บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเทคนิคการจัดสวนหินข้างบ้านแบบครบวงจร เพื่อให้คุณสามารถสร้างสรรค์สวนหินสไตล์ญี่ปุ่นได้ด้วยตัวเองอย่างง่ายดาย ทำไมสวนหินสไตล์ญี่ปุ่นจึงได้รับความนิยม? สวนหินสไตล์ญี่ปุ่นเป็นรูปแบบการจัดสวนที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิเช่น ความเรียบง่ายแต่งดงาม การดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก และการสื่อความหมายเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้ง สวนหินสไตล์ญี่ปุ่นหรือที่เรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า “คาเรซันซุย” มีแนวคิดมาจากลัทธิเซนในพุทธศาสนา เน้นความเรียบง่าย ความสงบ และการเข้าถึงธรรมชาติอย่างแท้จริง โดยไม่ต้องใช้องค์ประกอบที่ฟุ่มเฟือยหรือซับซ้อน แม้พื้นที่จะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ก็สามารถจัดเป็นสวนหินได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ สวนหินยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีเวลาจำกัด เพราะต้องการการดูแลน้อยกว่าสวนทั่วไป ไม่ต้องตัดหญ้าบ่อยๆ ไม่ต้องรดน้ำทุกวัน แต่ยังคงความสวยงามและความมีชีวิตชีวาไว้ได้อย่างครบถ้วน 5 องค์ประกอบสำคัญของสวนหินสไตล์ญี่ปุ่น 1. หิน – หัวใจของสวนหิน หินเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญที่สุดของสวนหิน โดยหินขนาดใหญ่มักใช้เป็นสัญลักษณ์แทนภูเขา สื่อถึงความแข็งแกร่งและพลัง ในการเลือกหินสำหรับสวน ควรใช้หินที่มีลักษณะเป็นธรรมชาติ ไม่ผ่านการตัดแต่งหรือแกะสลัก เพื่อให้มีความหลากหลายทั้งด้านสีและพื้นผิว การวางตำแหน่งหินในสวนก็มีความสำคัญ โดยอาจวางเป็นกลุ่มเพื่อสร้างจุดเด่น หรือวางเดี่ยวๆ เพื่อเป็นจุดสนใจ การเลือกหินควรพิจารณาทั้งขนาด รูปทรง และสี โดยไม่ควรใช้หินที่มีสีหลากหลายเกินไป (ไม่เกิน 3 สี) [...]

29/4/2568 • โดย Homeday Matoy
เปิดเป้าหมาย Net Zero ครั้งแรก! มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าชเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 กางแผนเพิ่มไลน์อัป Green Products จากสินค้าทั้งหมด เดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ คาดปี 68 เติบโต 10% พร้อมนำนวัตกรรมก่อสร้างคุณภาพจากเมืองไทยรุกตลาดต่างประเทศเต็มสูบ สัมผัส JORAKAY PAVILION ในงานสถาปนิก’68 วันที่ 29 เม.ย. – 4 พ.ค. 68 “จระเข้” โชว์ศักยภาพไลน์อัปสินค้านวัตกรรมก่อสร้างครบวงจรที่ตอบโจทย์เทรนด์ก่อสร้างแห่งอนาคต ภายใต้คอนเซปต์ “Build Today, Beyond Tomorrow: ที่สุดของนวัตกรรม เพื่อพรุ่งนี้ที่ยั่งยืนกว่า” บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ตัวจริงนวัตกรรมเพื่องานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งครบวงจรที่ใส่ใจชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อม เปิดแผนกลยุทธ์ปี 2568 มุ่งยกระดับธุรกิจสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมก่อสร้างสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมตั้งเป้าเติบโต [...]

29/4/2568 • โดย Homeday Matoy
“นิปปอนเพนต์” ประเดิมร่วมงานสถาปนิก’68 จับมือสตูดิโอออกแบบชั้นนำ “pbm” รังสรรค์พาวิลเลียนภายใต้ธีม “The Future City” สะท้อนตัวตน “Smart & Sustain” โซลูชันสีนวัตกรรมที่พร้อมยกระดับ เพิ่มคุณค่างานดีไซน์และสนับสนุนความยั่งยืนจากวันนี้สู่อนาคต ผ่านงานออกแบบพื้นที่พาวิลเลียนสุดล้ำที่ได้แรงบันดาลใจจาก “พัดสี” (Colour fandeck) โชว์เคสศักยภาพสีที่พร้อมตอบโจทย์ทุกมิติและทุกจินตนาการแห่งการออกแบบและใช้งานจริง “คุณวัชระ ศิริฤทธิชัย” ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือ นิปปอนเพนต์ (Nippon Paint) แบรนด์สียอดขายอันดับ 1 ของเอเชียต่อเนื่องเกือบ 10 ปีจากประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ปีนี้นิปปอนเพนต์ ได้นำแบรนด์สีนวัตกรรมทาอาคารเข้าร่วมงาน “สถาปนิก’68” (ASA Expo 2025) เป็นครั้งแรก โดยเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ในฐานะแบรนด์สีทาอาคารเพียงแบรนด์เดียวที่เข้าร่วมงานในระดับ “Thematic Pavilion” ซึ่งจะสร้างประสบการณ์ร่วมที่สื่อสารกับผู้เข้าชมงานได้ลึกซึ้งและเหนือกว่าการออกบูธแสดงผลิตภัณฑ์ในรูปแบบปกติ คุณวัชระ กล่าวต่อว่า พาวิลเลียนนิปปอนเพนต์ในงานสถาปนิก’68 ได้จับมือร่วมกับ “pbm” สตูดิโอออกแบบชั้นนำที่มีชื่อเสียงในระดับสากล [...]

15/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การมีบ้านสักหลังเป็นความฝันของคนจำนวนมาก หลายคนวางแผนและเตรียมตัวมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่การหาทำเลที่ดี ใกล้รถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สถานที่ทำงาน หรือสถานศึกษา การเลือกโครงการที่น่าเชื่อถือ รวมไปถึงการดูฮวงจุ้ยและสภาพแวดล้อม แต่หลายคนอาจมองข้ามขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ การตรวจรับบ้านก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญและละเอียดอ่อน โดยเฉพาะหากเป็นการซื้อบ้านหลังแรก บทความนี้จะแนะนำเช็คลิสต์ทุกจุดสำคัญในการตรวจรับบ้านอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจว่าบ้านของคุณไม่มีปัญหาและพร้อมสำหรับการอยู่อาศัย ทำไมการตรวจรับบ้านก่อนโอนจึงสำคัญสำหรับเจ้าของบ้านใหม่? การตรวจรับบ้านก่อนโอนกรรมสิทธิ์เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในกระบวนการซื้อบ้าน เพราะเป็นโอกาสสุดท้ายที่คุณจะได้ตรวจสอบความเรียบร้อยและความสมบูรณ์ของบ้านก่อนการเซ็นรับโอน ผู้ซื้อบ้านจำเป็นต้องตรวจสอบทุกจุดภายในตัวบ้านอย่างละเอียด หากมีจุดไหนที่เสียหายหรือชำรุด คุณสามารถแจ้งให้เจ้าของโครงการหรือผู้ขายดำเนินการแก้ไขได้ทันที แต่หากคุณเซ็นรับโอนไปแล้วค่อยพบปัญหา กระบวนการแก้ไขอาจยุ่งยากและใช้เวลานานกว่า หรือในบางกรณีอาจไม่ได้รับการแก้ไขเลย นอกจากนี้ การตรวจรับบ้านอย่างละเอียดยังช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าบ้านที่คุณกำลังจะเป็นเจ้าของนั้นมีคุณภาพตามมาตรฐาน ไม่มีปัญหาซ่อนเร้น และพร้อมสำหรับการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง การลงทุนเวลาในขั้นตอนนี้จะช่วยประหยัดทั้งเวลา เงิน และความเครียดในอนาคต ซึ่งอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าในการซ่อมแซมปัญหาที่พบในภายหลัง อุปกรณ์ที่ควรเตรียมสำหรับการตรวจบ้าน การตรวจรับบ้านอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องมีการวางแผนและเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม เพื่อให้สามารถตรวจสอบทุกส่วนของบ้านได้อย่างละเอียดและครบถ้วน อุปกรณ์ที่ควรเตรียมมีดังนี้: อุปกรณ์พื้นฐาน อุปกรณ์เครื่องเขียน เช่น ดินสอ ปากกา สำหรับจดบันทึกรายละเอียดต่างๆ ระหว่างการตรวจสอบ สมุดโน้ต สำหรับทำเช็คลิสต์ตรวจรับบ้านและบันทึกรายละเอียดที่ต้องแก้ไข โทรศัพท์มือถือหรือกล้องถ่ายรูป สำหรับบันทึกภาพจุดที่มีปัญหา เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการแจ้งซ่อม ไฟฉาย สำหรับส่องดูพื้นที่ต่างๆ ภายในบ้านที่แสงไม่เพียงพอ อุปกรณ์เฉพาะทาง สายวัด [...]

15/4/2568 • โดย Homeday Matoy
เมื่อเข้าอยู่บ้านใหม่หรืออาศัยในบ้านมาระยะหนึ่ง หลายคนอาจพบกับปัญหารอยร้าวตามผนัง ขอบประตู หรือแม้แต่พื้นบ้าน ซึ่งนอกจากจะทำให้บ้านดูไม่สวยงามแล้ว ยังอาจสร้างความกังวลใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของโครงสร้างบ้าน รอยร้าวบางประเภทสามารถซ่อมแซมได้ด้วยตัวเอง แต่บางประเภทอาจต้องเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาดูแล บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจสาเหตุ ประเภทของรอยร้าว และวิธีการซ่อมแซมที่เหมาะสม เพื่อให้บ้านกลับมาสวยงามและปลอดภัยอีกครั้ง สาเหตุหลักที่ทำให้ผนังบ้านเกิดรอยร้าว รอยร้าวบนผนังบ้านสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ความเข้าใจถึงต้นตอของปัญหาจะช่วยให้คุณซ่อมแซมได้ตรงจุดและป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยสาเหตุหลักๆ มีดังนี้ การก่อสร้างที่ขาดคุณภาพ โดยส่วนใหญ่แล้ว บ้านหรือห้องที่มีรอยผนังร้าวมักเกิดจากการก่อสร้างที่ไม่มีคุณภาพ อาจเป็นเพราะช่างที่ทำงานขาดทักษะความชำนาญ หรือมีการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน การผสมปูนที่ไม่ถูกสัดส่วน หรือการฉาบที่ไม่ละเอียดพอ ทำให้เกิดความผิดพลาดและส่งผลให้เกิดรอยร้าวในเวลาต่อมา หากเป็นเพียงรอยเล็กๆ อาจไม่เป็นอันตราย แต่ถ้าเป็นรอยใหญ่ควรซ่อมหรืออุดรอยร้าวนั้นให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจตามมาภายหลัง โครงสร้างบ้านเกิดการทรุดตัว เมื่อบ้านมีอายุมากขึ้น บ้านอาจเกิดการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา ยิ่งบ้านอายุนานเท่าไร โอกาสในการเกิดรอยร้าวก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เนื่องจากโครงสร้างของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเสา คาน หรือพื้น อาจเกิดการทรุดตัวตามธรรมชาติ จนบางครั้งเสาหรือคานรับน้ำหนักไม่ไหว ส่งผลให้ผนังเริ่มแตกร้าวเป็นรอย โดยเฉพาะเมื่อมีการทรุดตัวของฐานรากที่ไม่เท่ากัน ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดรอยร้าวมากขึ้น การต่อเติมหรือรีโนเวทบ้าน อีกสาเหตุหนึ่งที่พบบ่อยคือการต่อเติมหรือรีโนเวทบ้านในภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อดำเนินการโดยช่างที่ไม่มีความชำนาญพอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเดิมและทำให้เกิดรอยร้าวตามผนังได้ บริเวณที่มักพบรอยร้าวหลังการต่อเติมคือขอบและวงกบประตูหรือหน้าต่าง รวมถึงรอยต่อระหว่างโครงสร้างเดิมและส่วนที่ต่อเติม ดังนั้น เวลาที่จะทุบหรือซ่อมแซมบ้าน ควรต้องระมัดระวังและวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง สภาพอากาศที่แปรปรวน สภาพอากาศก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดรอยร้าวได้ อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น [...]

15/4/2568 • โดย Homeday Matoy
สนามหญ้าสีเขียวสดใสหน้าบ้านไม่เพียงแค่สร้างความสวยงามให้กับบริเวณบ้าน แต่ยังเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่มอบความสุขให้กับทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ให้เด็กๆ วิ่งเล่น ลานสำหรับสัตว์เลี้ยงแสนรัก มุมจัดปาร์ตี้บาร์บีคิวสังสรรค์กับเพื่อนฝูง หรือแม้แต่พื้นที่พักผ่อนส่วนตัวสำหรับนั่งจิบกาแฟยามเช้า การเลือกสายพันธุ์หญ้าที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหญ้าแต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกันทั้งความสวยงาม การดูแลรักษา และความทนทานต่อการใช้งาน บทความนี้จะพาทุกท่านไปรู้จักกับสายพันธุ์หญ้าที่เหมาะกับสนามหน้าบ้าน พร้อมเทคนิคการปลูกและดูแลให้สวยงามตลอดทั้งปี ทำความรู้จักสายพันธุ์หญ้าที่เหมาะกับบ้านไทย การเลือกสายพันธุ์หญ้าที่เหมาะสมเป็นก้าวแรกของการมีสนามหญ้าที่สวยงาม ในประเทศไทยมีสายพันธุ์หญ้าที่นิยมปลูกทำสนามหน้าบ้านหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์มีคุณสมบัติเด่นและด้อยแตกต่างกันไป การเลือกให้เหมาะกับพื้นที่และความต้องการจึงเป็นเรื่องสำคัญ มาทำความรู้จักกับ 6 สายพันธุ์หญ้ายอดนิยมสำหรับสนามหญ้าในประเทศไทย 1. หญ้านวลน้อย: หญ้าไทยที่ใครๆ ก็นิยม หญ้านวลน้อย หรือหญ้ามะนิลา เป็นหญ้าพื้นเมืองของไทยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ด้วยลักษณะลำต้นที่ตั้งตรงแข็งแรง ใบสีเขียวอ่อนขนาดกลาง มีความยืดหยุ่นดี และเมื่อตัดให้ได้ความยาวที่เหมาะสมจะมีลักษณะคล้ายพรมสีเขียวสวยงาม ไม่ระคายเคืองผิวหนังเมื่อสัมผัส ข้อดี เติบโตเร็ว คลุมดินได้ดี ตัดแต่งง่าย ทนต่อแสงแดดและการเหยียบย่ำ ปรับตัวเข้ากับสภาพดินได้หลากหลาย สวยงามเมื่อตัดแต่งเรียบร้อย ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้ง ต้องรดน้ำสม่ำเสมอ อาจตายง่ายหากขาดน้ำเป็นเวลานาน การดูแล ชอบที่กลางแจ้งหรือที่มีแสงส่องถึง ต้องรดน้ำปานกลางอย่างสม่ำเสมอ ควรตัดแต่งทุก 1-2 สัปดาห์ เหมาะสำหรับ สนามหญ้าหน้าบ้าน สนามกีฬา สนามเด็กเล่น พื้นที่ที่ต้องการใช้งานอเนกประสงค์ [...]

11/4/2568 • โดย Homeday
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร อุบลราชธานี ร่วมกันถอดบทเรียนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เพื่อพลิกวิกฤตสู่โอกาส สร้างความตระหนักรู้ รับมือเหตุแผ่นดินไหวในอนาคต แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์แผ่นดินไหว ที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ประเทศเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่มีระดับความรุนแรง 8.2 ความลึก10 กิโลเมตร ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบหลายพื้นที่ มีประชาชนได้รับผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก อีกทั้ง สถานการณ์ดังกล่าวนั้น ยังอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ประเทศไทย จำเป็นต้องเรียนรู้และตระหนักว่าปัญหาสาธารณภัย ภัยพิบัติ และภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข มีหลายรูปแบบ ทั้งปัญหาโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำ อุทกภัย ภัยร้อน ภัยแล้ง ไฟไหม้ หมอกควัน อุบัติภัยสารเคมีรั่วไหล รวมทั้ง ภัยจากแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นภัยธรรมชาติที่การพยากรณ์ หรือ แจ้งเตือนล่วงหน้ายังไม่สามารถทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่สิ่งที่สามารถทำได้ คือ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ ตั้งแต่ระยะก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ [...]