กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
ผลการค้นหาสำหรับ "ราคาประเมิน" พบทั้งหมด 103 บทความ

26/4/2568 • โดย Homeday Matoy
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือที่หลายคนเรียกว่า “ภาษีคอนโด” เป็นเรื่องที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทุกคนต้องให้ความสำคัญ เพราะการไม่เข้าใจหรือละเลยการชำระภาษีอาจนำมาซึ่งค่าปรับและปัญหาทางกฎหมายได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเรื่องภาษีที่ดินและคอนโดอย่างละเอียด พร้อมอัพเดทข้อมูลล่าสุดของปี 2568 ที่เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ควรรู้ ภาษีที่ดินและคอนโดคืออะไร? ทำไมต้องเสีย? ภาษีที่ดินและคอนโดที่เราพูดถึงกันนั้น คือ “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง” ที่จัดเก็บเป็นรายปีตามราคาประเมินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อนำรายได้ไปพัฒนาท้องถิ่นและลดการเก็งกำไรที่ดิน โดยเริ่มมีการบังคับใช้ในปี 2562 และเริ่มจัดเก็บภาษีตั้งแต่ปี 2563 น่าสนใจว่าในช่วงปี 2563-2564 ที่ผ่านมา ได้มีการปรับลดการจัดเก็บภาษีลงถึง 90% เพื่อช่วยบรรเทาภาระให้กับผู้เสียภาษีในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา ได้มีการยกเลิกมาตรการปรับลดดังกล่าวและกลับมาจัดเก็บภาษีในอัตราปกติแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังคงมีการลดหย่อนภาษีในบางกรณีก็ตาม ใครบ้างที่ต้องเสียภาษีคอนโด? ผู้เช่าต้องจ่ายหรือไม่? ผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีคอนโด หรือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คือ บุคคลหรือนิติบุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงห้องชุดหรือคอนโดมิเนียม ไม่ว่าจะครอบครองเพื่อพักอาศัยหรือปล่อยเช่าก็ตาม หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าเช่าคอนโดอยู่ จะต้องเสียภาษีคอนโดหรือไม่? คำตอบคือไม่ต้องเสีย เพราะหน้าที่ในการชำระภาษีเป็นของเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือผู้ให้เช่านั่นเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าควรคำนึงไว้ด้วยว่า หากเจ้าของคอนโดมีภาระภาษีเพิ่มขึ้น อาจส่งผลให้มีการปรับขึ้นค่าเช่าได้ในอนาคต อัตราภาษีคอนโดปี 2568 เปลี่ยนแปลงอย่างไร? อัตราภาษีคอนโดในปี 2568 ยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดตั้งแต่ปี [...]

25/4/2568 • โดย Homeday Matoy
คำถามยอดฮิตที่หลายคนมักสงสัยเมื่อต้องการหาที่อยู่อาศัย คือการตัดสินใจว่าควรซื้อหรือเช่าคอนโด แต่ละทางเลือกมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไปตามสถานการณ์และความต้องการส่วนบุคคล บทความนี้จะวิเคราะห์เปรียบเทียบทั้งสองทางเลือกในมิติต่างๆ เพื่อช่วยให้คุณประเมินได้ว่าการซื้อหรือเช่าคอนโดแบบไหนที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และสถานะทางการเงินของคุณมากที่สุด โดยพิจารณาจากความสะดวกสบาย การลงทุนระยะยาว ภาระค่าใช้จ่าย ตลอดจนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่แตกต่างกัน เพื่อให้คุณมีข้อมูลครบถ้วนก่อนตัดสินใจเลือกทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด ความแตกต่างระหว่างซื้อและเช่าคอนโดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ อิสระในการตกแต่งและปรับเปลี่ยนพื้นที่ เมื่อคุณซื้อคอนโด คุณมีอิสระเต็มที่ในการตกแต่งและปรับเปลี่ยนพื้นที่ตามความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการทาสีใหม่ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ หรือปรับปรุงรูปแบบห้องต่างๆ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากใคร คุณสามารถสร้างพื้นที่ให้เข้ากับรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างเต็มที่ เพียงแค่ไม่กระทบโครงสร้างหลักของอาคารเท่านั้น ในทางกลับกัน การเช่าคอนโดมักจะมีข้อจำกัดในการตกแต่งหรือปรับเปลี่ยนพื้นที่ คุณต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของคอนโดก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่มีผลถาวรต่อตัวห้อง การลงทุนตกแต่งห้องเช่าอาจไม่คุ้มค่าในระยะยาวเนื่องจากไม่ใช่ทรัพย์สินของคุณเอง และอาจต้องคืนสภาพห้องให้เหมือนเดิมเมื่อย้ายออก ความยืดหยุ่นในการโยกย้ายที่อยู่ การเช่าคอนโดมีข้อได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นในการโยกย้าย เมื่อสัญญาเช่าหมดอายุ คุณสามารถตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่อื่นได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเพราะต้องการเปลี่ยนสถานที่ทำงาน ต้องการย้ายไปอยู่ใกล้คนรัก หรือเพียงแค่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ การเช่าจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจเรื่องที่อยู่ในระยะยาวหรือผู้ที่ต้องย้ายที่ทำงานบ่อย ส่วนการซื้อคอนโดมีความยืดหยุ่นน้อยกว่า หากต้องการย้ายที่อยู่ คุณต้องผ่านกระบวนการขายหรือปล่อยเช่าห้องของคุณ ซึ่งอาจใช้เวลาและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม รวมถึงความเสี่ยงที่อาจขายไม่ได้ตามราคาที่ต้องการในช่วงที่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ซบเซา การลงทุนในระยะยาว การซื้อคอนโดเป็นการลงทุนในระยะยาว เพราะมูลค่าของคอนโดมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามการพัฒนาของพื้นที่โดยรอบ คุณสามารถขายต่อเพื่อทำกำไรหรือปล่อยเช่าเพื่อสร้างรายได้รายเดือน ซึ่งในแง่นี้การซื้อคอนโดอาจถูกกว่าการเช่าในระยะยาวหากพิจารณาถึงผลตอบแทนที่อาจได้รับ ในขณะที่การเช่าคอนโด แม้จะไม่ต้องเสียเงินก้อนใหญ่หรือผ่อนชำระระยะยาว แต่ผู้เช่าจะไม่ได้รับกำไรหรือผลตอบแทนจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ เงินค่าเช่าที่จ่ายไปเป็นเพียงค่าใช้สอยที่ไม่ก่อให้เกิดทรัพย์สินแต่อย่างใด เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายซื้อหรือเช่าคอนโด อะไรประหยัดกว่าในระยะยาว? ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นและรายเดือนเมื่อเช่าคอนโด การเช่าคอนโดมีค่าใช้จ่ายเริ่มต้นที่ต่ำกว่าการซื้อมาก โดยทั่วไปคุณจะต้องจ่ายค่ามัดจำหรือเงินประกัน 2 เดือน [...]

24/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การตัดสินใจซื้อบ้านเป็นหนึ่งในการลงทุนครั้งสำคัญของชีวิต ที่คนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างรอบคอบ หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือวิธีการชำระเงิน โดยมีทางเลือกหลักๆ คือการซื้อด้วยเงินสดหรือการผ่อนชำระผ่านสินเชื่อจากธนาคาร แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป และเหมาะกับคนละกลุ่ม บทความนี้จะช่วยให้คุณได้เข้าใจถึงประโยชน์และข้อควรพิจารณาของการซื้อบ้านด้วยเงินสด เพื่อให้คุณสามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและเหมาะสมกับสถานะทางการเงินของคุณ ข้อดีของการซื้อบ้านด้วยเงินสดที่คุณอาจไม่เคยรู้ การซื้อบ้านด้วยเงินสดนั้นมีข้อดีหลายประการที่หลายคนอาจมองข้าม เริ่มต้นจากความสะดวกในขั้นตอนการดำเนินการที่น้อยกว่าการขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้าน เพราะคุณไม่จำเป็นต้องเตรียมเอกสารมากมาย เพียงแค่บัตรประชาชนและทะเบียนบ้านเท่านั้น ไม่ต้องใช้เอกสารแสดงรายได้หรือเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการยื่นขอสินเชื่อ ทำให้กระบวนการทั้งหมดรวดเร็วและไม่ยุ่งยาก นอกจากนี้การซื้อบ้านด้วยเงินสดยังทำให้คุณไม่ต้องลุ้นผลการพิจารณาสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สร้างความเครียดให้กับผู้ซื้อเป็นอย่างมาก เพราะโอกาสที่การขอสินเชื่อจะไม่ผ่านนั้นมีอยู่เสมอ แต่เมื่อคุณตัดสินใจซื้อด้วยเงินสด คุณสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้ ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการประหยัดเงินจากการไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ในการผ่อนบ้าน ในบางกรณี ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายตลอดอายุสัญญาเงินกู้อาจมีมูลค่าสูงถึงร้อยละ 50-100 ของราคาบ้าน นั่นหมายความว่าคุณอาจต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเท่าตัวหรือมากกว่านั้นเมื่อเทียบกับการซื้อด้วยเงินสด การตัดปัญหาเรื่องดอกเบี้ยออกไปจึงช่วยประหยัดเงินได้อย่างมหาศาล การซื้อบ้านเงินสดยังมีข้อดีอีกประการคือคุณไม่ต้องเสียค่าจดจำนอง ซึ่งโดยปกติแล้วจะเท่ากับร้อยละ 1 ของวงเงินกู้ เช่น หากกู้ 2 ล้านบาท คุณต้องจ่ายค่าจดจำนองประมาณ 20,000 บาท ซึ่งถือเป็นค่าใช้จ่ายที่คุณสามารถประหยัดได้เมื่อซื้อบ้านด้วยเงินสด อีกหนึ่งข้อดีที่สำคัญคือสิทธิพิเศษที่อาจได้รับจากโครงการ หลายโครงการมักมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับลูกค้าที่ซื้อบ้านด้วยเงินสด เช่น ส่วนลดพิเศษ การลดค่าโอน หรือแม้กระทั่งการแถมเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับการซื้อบ้านของคุณ ใครเหมาะสมกับการซื้อบ้านเงินสด? เช็คลิสต์ก่อนตัดสินใจ การซื้อบ้านด้วยเงินสดอาจไม่เหมาะกับทุกคน การตัดสินใจซื้อบ้านด้วยเงินสดจำเป็นต้องประเมินความพร้อมและสถานะทางการเงินของตนเองให้ถี่ถ้วน กลุ่มคนที่เหมาะสมกับการซื้อบ้านเงินสดคือผู้ที่มี “เงินเย็น” [...]

24/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การคำนวณเงินผ่อนคอนโดต่อเดือนเป็นกระบวนการที่ต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านทั้งรายได้ ภาระหนี้ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม การทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานทางการเงินจะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถวางแผนการผ่อนชำระได้อย่างมีประสิทธิภาพและหลีกเลี่ยงปัญหาทางการเงินในอนาคต วิธีการคำนวณเงินผ่อนคอนโดต่อเดือน การประเมินความสามารถในการผ่อนชำระเริ่มต้นจากการใช้สูตรมาตรฐานที่สถาบันการเงินส่วนใหญ่ยึดถือ โดยอัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้สุทธิ สูตรการคำนวณพื้นฐานมีดังนี้: ความสามารถในการผ่อนชำระ = (รายได้สุทธิ × 40%) – ภาระหนี้ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น หากมีรายได้เดือนละ 30,000 บาท และมีหนี้สินผ่อนรถเดือนละ 5,000 บาท จะคำนวณได้ว่า:(30,000 × 0.4) – 5,000 = 7,000 บาท/เดือนหมายความว่าสามารถผ่อนคอนโดได้สูงสุดเดือนละ 7,000 บาท โดยไม่กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงิน ปัจจัยที่ส่งผลต่อวงเงินกู้ซื้อคอนโด สถาบันการเงินใช้เกณฑ์พิจารณาหลายประการในการอนุมัติวงเงินกู้ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคืออัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ (Debt Service Ratio) ซึ่งคำนวณจาก: DSR=(หนี้สินรวมรายได้รวม)×100 DSR=(รายได้รวม/หนี้สินรวม)×100ค่า DSR ที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 40% นอกจากนี้ประวัติการชำระหนี้ที่ปรากฏในเครดิตบูโรยังมีผลต่อการตัดสินใจของธนาคาร โดยเฉพาะการชำระหนี้ล่าช้าหรือผิดนัดจะลดโอกาสในการได้รับอนุมัติ ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ต้องคำนึงถึง นอกจากเงินผ่อนหลักแล้ว ผู้ซื้อต้องเตรียมค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น เงินดาวน์ [...]

23/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การตัดสินใจซื้อคอนโดถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิตของหลายคน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีที่พักอาศัยเป็นของตัวเอง การวางแผนทางการเงินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดก่อนการตัดสินใจ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจว่าเงินเดือนระดับไหนที่เหมาะสมกับการกู้ซื้อคอนโด วิธีคำนวณความสามารถในการผ่อน และสิ่งที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อคอนโด รวมถึงเทคนิคการผ่อนคอนโดให้หมดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้คุณสามารถวางแผนการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เงินเดือนระดับไหนที่ธนาคารจะอนุมัติสินเชื่อซื้อคอนโด? การอนุมัติสินเชื่อเพื่อซื้อคอนโดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินเดือนเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงภาระหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบันด้วย โดยทั่วไปแล้ว สถาบันการเงินจะพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ทั้งหมดไม่เกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน นั่นหมายความว่า ภาระผ่อนคอนโดรวมกับหนี้สินที่มีอยู่ไม่ควรเกิน 40% ของเงินเดือน หากคุณมีเงินเดือน 20,000 บาท และไม่มีภาระหนี้สินอื่นๆ คุณจะสามารถผ่อนคอนโดได้ประมาณเดือนละ 8,000 บาท ซึ่งคิดเป็น 40% ของเงินเดือน และสามารถกู้ได้ประมาณ 1,140,000 บาท แต่หากคุณมีภาระผ่อนอื่นๆ อยู่แล้ว เช่น ผ่อนรถเดือนละ 5,000 บาท ความสามารถในการผ่อนคอนโดของคุณจะลดลงเหลือเพียง 3,000 บาทต่อเดือน (20,000 × 40% – 5,000 = 3,000) ซึ่งจะทำให้วงเงินกู้ลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ยิ่งคุณมีเงินเดือนสูงและมีภาระหนี้สินน้อย โอกาสที่ธนาคารจะอนุมัติวงเงินกู้ที่สูงขึ้นก็มีมากขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้ ประวัติการชำระเงินที่ดีก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ธนาคารใช้พิจารณาในการอนุมัติสินเชื่อด้วย วิธีคำนวณความสามารถในการผ่อนคอนโดง่ายๆ [...]

23/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การโอนบ้านและที่ดินใหู้กเป็นอีกหนึ่งการวางแผนที่พ่อแม่หลายครอบครัวคิดไว้ในใจ เพื่อมอบสินทรัพย์มีค่าให้กับบุตรหลาน อีกทั้งยังเป็นการวางแผนภาษีและสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวในระยะยาว ในปี 2568 นี้ การโอนทรัพย์สินยังคงมีรายละเอียดและขั้นตอนที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและราบรื่น บทความนี้จะนำเสนอขั้นตอน เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการโอนบ้านและที่ดินให้ลูก เพื่อให้คุณสามารถเตรียมตัวได้อย่างครบถ้วนและมั่นใจ ทำไมการโอนบ้านให้ลูกจึงแตกต่างจากการรับมรดก? การโอนบ้านหรือที่ดินให้ลูกในขณะที่พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่มีความแตกต่างจากการยกทรัพย์สินให้เป็นมรดกอย่างชัดเจน กล่าวคือ การโอนทรัพย์สินหมายถึงการที่ผู้ให้มีเจตนายกทรัพย์สินให้กับผู้รับในขณะที่ผู้ให้ยังมีชีวิตอยู่ ขณะที่มรดกจะเกิดขึ้นหลังจากเจ้าของทรัพย์สินเสียชีวิตไปแล้ว ประเด็นสำคัญอีกประการคือ ผู้ให้สามารถยกบ้านและที่ดิน หรือสิ่งอื่นๆ ให้กับผู้รับโดยไม่จำเป็นต้องมีค่าตอบแทนใดๆ การโอนบ้านให้ลูกในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่มีประโยชน์หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการลดภาระภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ ที่มีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 ซึ่งกำหนดให้ผู้ครอบครองที่ดินประเภทต่างๆ หรือเป็นเจ้าของสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด อาคารพาณิชย์ ที่มีมูลค่าเกินเกณฑ์ยกเว้นภาษี จำเป็นต้องเสียภาษีตามมูลค่าของทรัพย์สินในอัตราที่กำหนด การโอนบ้านและที่ดินให้บุตรจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยกระจายการครอบครองสินทรัพย์และช่วยลดภาระภาษีได้ นอกจากนี้ การโอนทรัพย์สินยังช่วยลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องมรดกในอนาคต รวมถึงทำให้พ่อแม่ได้เห็นลูกหลานได้ใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินที่มอบให้ ซึ่งสร้างความอุ่นใจได้เป็นอย่างดี เอกสารใดบ้างที่ต้องเตรียมสำหรับการโอนบ้านให้ลูก? การเตรียมเอกสารเพื่อโอนบ้านหรือที่ดินให้ลูกนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 5 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเป็นผู้ไปดำเนินการในวันโอน ดังนี้ 1. กรณีพ่อและแม่มาโอนพร้อมกัน เมื่อทั้งพ่อและแม่จะมาโอนที่ดินให้ลูกพร้อมกัน เอกสารที่ต้องเตรียมประกอบด้วย: โฉนดที่ดินตัวจริง บัตรประชาชนของพ่อและแม่ พร้อมสำเนา ทะเบียนบ้านของพ่อและแม่ [...]

22/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การขายฝากที่ดินเป็นการทำสัญญาซื้อขายโฉนดที่ดินรูปแบบพิเศษ ที่ผู้ขายฝากสามารถไถ่ถอนคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยกระบวนการทำงานคือ ผู้ขายฝากโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่ผู้รับซื้อฝากเพื่อแลกกับเงินก้อน และผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่ถอนที่ดินคืนได้ภายในระยะเวลาที่ระบุในสัญญา ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ไม่ต่ำกว่า 1 ปี และไม่เกิน 10 ปี สำหรับอสังหาริมทรัพย์ การขายฝากที่ดินเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่กำลังต้องการใช้เงินด่วนแต่ไม่อยากเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินไปอย่างถาวร เมื่อทำสัญญาขายฝากแล้ว ผู้รับซื้อฝากจะได้รับกรรมสิทธิ์ในที่ดินทันที แต่ผู้ขายฝากยังมีสิทธิไถ่ถอนคืนได้ตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม หากผู้ขายฝากไม่สามารถไถ่ถอนที่ดินคืนภายในระยะเวลาที่กำหนด ที่ดินจะตกเป็นของผู้รับซื้อฝากโดยสมบูรณ์ ข้อดีของการขายฝากที่ดินที่ควรพิจารณา การขายฝากที่ดินมีข้อดีหลายประการที่อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ประโยชน์จากมูลค่าที่ดินของตน ข้อดีที่สำคัญมีดังนี้ ได้รับเงินอย่างรวดเร็ว การขายฝากที่ดินช่วยให้ผู้ขายฝากได้รับเงินอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปใช้เวลาเพียง 1-7 วันเท่านั้น ซึ่งเร็วกว่าการขายขาดที่อาจต้องรอหาผู้ซื้อที่เหมาะสม ทำให้เป็นแหล่งเงินทุนฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพเมื่อต้องการใช้เงินเร่งด่วน สามารถไถ่ถอนเรียกคืนกรรมสิทธิ์ได้ ข้อดีที่สำคัญที่สุดของการขายฝากที่ดินคือ ผู้ขายฝากยังมีโอกาสได้รับที่ดินคืนเมื่อนำเงินมาไถ่ถอนภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ไม่ต้องสูญเสียที่ดินไปอย่างถาวร หากสามารถหาเงินมาชำระคืนได้ในอนาคต ได้วงเงินสูงกว่าการจำนอง การขายฝากที่ดินมักได้รับวงเงินประมาณ 40-70% ของราคาตลาด ซึ่งสูงกว่าการจำนองที่โดยทั่วไปได้รับเพียง 20-30% ของราคาตลาดเท่านั้น ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเงินในจำนวนที่มากขึ้น ไม่จำเป็นต้องมีผู้ค้ำประกัน การขายฝากที่ดินไม่จำเป็นต้องมีคนค้ำประกัน และไม่มีการตรวจสอบประวัติทางการเงินของผู้ขายฝาก ทำให้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่อาจมีประวัติทางการเงินไม่ดีนัก หรือไม่สามารถหาผู้ค้ำประกันได้ ยังใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ ผู้ขายฝากยังสามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ตามปกติจนกว่าจะถึงกำหนดไถ่ถอน ต่างจากการขายขาดที่ต้องสูญเสียสิทธิการใช้ประโยชน์ทันที ทำให้ยังคงอาศัยหรือทำประโยชน์บนที่ดินนั้นได้ ข้อควรระวังและข้อเสียของการขายฝากที่ดิน แม้การขายฝากที่ดินจะมีข้อดีหลายประการ แต่ก็มีข้อควรระวังและข้อเสียที่ผู้ขายฝากควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ ดังนี้ [...]

22/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การซื้อบ้านไม่ได้จบเพียงแค่การจ่ายเงินค่าบ้านเท่านั้น แต่ยังมีค่าใช้จ่ายสำคัญที่เกิดขึ้นในวันโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินอีกด้วย หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าค่าโอนบ้านนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง และใครเป็นผู้รับผิดชอบในส่วนใด บทความนี้จะพาทุกคนเจาะลึกเรื่องค่าธรรมเนียมโอนบ้าน วิธีคำนวณแบบง่ายๆ พร้อมเผยเคล็ดลับสำคัญที่จะช่วยให้คุณวางแผนค่าใช้จ่ายได้อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน ค่าโอนบ้านคืออะไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง? ค่าโอนบ้าน คือค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ณ สำนักงานที่ดินในวันที่โอนกรรมสิทธิ์บ้านจากผู้ขายไปยังผู้ซื้อ โดยไม่ได้มีเพียงแค่ค่าธรรมเนียมการโอนเท่านั้น แต่ยังประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกหลายรายการ ซึ่งคนที่กำลังมองหาบ้านควรทำความเข้าใจเพื่อเตรียมเงินให้พร้อม ค่าใช้จ่ายในการโอนบ้านประกอบด้วย 5 รายการหลักๆ ได้แก่: ค่าธรรมเนียมการโอน: คิดในอัตรา 2% ของราคาประเมินที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นการคิดจากราคาประเมินที่กรมธนารักษ์กำหนด ไม่ใช่ราคาซื้อขายจริง ค่าภาษีธุรกิจเฉพาะ: คิดในอัตรา 3.3% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน (แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า) โดยจะต้องเสียค่าภาษีนี้เมื่อขายบ้านภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่วันที่ได้มา ค่าอากรแสตมป์: คิดในอัตรา 0.5% ของราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน (แล้วแต่อย่างใดสูงกว่า) แต่หากเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ ค่าภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา: เป็นภาษีที่หัก ณ ที่จ่าย โดยคิดตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากร ซึ่งจะเป็นแบบอัตราก้าวหน้าหรือแบบขั้นบันได และขึ้นอยู่กับวิธีการที่ได้มาและระยะเวลาที่ถือครอง ค่าจดจำนอง: คิดในอัตรา 1% ของวงเงินกู้ทั้งหมด หากเป็นการซื้อขายด้วยเงินสด ก็จะไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ [...]

22/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การผ่อนบ้านจนครบถ้วนหรือชำระหนี้จนหมดเป็นความสำเร็จที่น่ายินดี แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่ายังมีขั้นตอนสำคัญตามมาคือการ “ไถ่ถอนจำนอง” ซึ่งเป็นกระบวนการทางกฎหมายเพื่อให้กรรมสิทธิ์ในบ้านกลับมาเป็นของเราอย่างสมบูรณ์ บทความนี้จะอธิบายทุกขั้นตอนการไถ่ถอนจำนอง เอกสารที่ต้องเตรียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้คุณสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่น ไถ่ถอนจำนองคืออะไร? ทำไมต้องดำเนินการ? ไถ่ถอนจำนองคือกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ได้จดทะเบียนจำนองไว้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ ได้ผ่อนชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว จึงต้องดำเนินการไถ่ถอนเพื่อให้การจำนองสิ้นสุดลงตามกฎหมาย เมื่อเราทำสัญญากู้ซื้อบ้าน ทางธนาคารจะให้เราจดทะเบียนจำนองเพื่อเป็นหลักประกัน โดยเจ้าหน้าที่กรมที่ดินจะจดบันทึกไว้ด้านหลังโฉนดในส่วนของสารบัญจดทะเบียนว่าใครเป็นผู้จำนอง และใครเป็นผู้รับจำนอง เมื่อเราผ่อนหมดแล้ว จำเป็นต้องไปจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่กรมที่ดิน เพื่อแก้ไขเอกสารสิทธิและระบุว่าไม่มีการจำนองหรือปลอดจำนองแล้ว มีวิธีไถ่ถอนจำนองกี่แบบ? ต่างกันอย่างไร? การไถ่ถอนจำนองสามารถทำได้ 2 วิธี โดยแต่ละวิธีมีรายละเอียดแตกต่างกัน: วิธีที่ 1: ผู้จำนองและผู้รับจำนองไปดำเนินการพร้อมกัน วิธีนี้คือการที่ทั้งผู้จำนอง (เจ้าของบ้าน) และผู้รับจำนอง (ธนาคาร) ไปที่สำนักงานที่ดินพร้อมกัน เพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนไถ่ถอนจำนอง ซึ่งจะเป็นการยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันในการไถ่ถอนจำนอง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและดำเนินการตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว จะทำการจดทะเบียนไถ่ถอนจำนองในที่ดินแปลงนั้น วิธีที่ 2: ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มีสิทธิไถ่ถอนไปดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว อีกวิธีหนึ่งคือ ผู้มีสิทธิในที่ดินหรือผู้มีสิทธิไถ่ถอนเพียงฝ่ายเดียวสามารถไปที่สำนักงานที่ดิน โดยนำหลักฐานที่ผู้รับจำนองได้ทำเป็นหนังสือหลังสัญญาจำนองฉบับผู้รับจำนอง ระบุว่าได้มีการไถ่ถอนจากจำนองแล้ว และมีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว ไปยื่นขอจดทะเบียนไถ่ถอนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานที่ดิน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างสำหรับการไถ่ถอนจำนอง? เพื่อให้การไถ่ถอนจำนองเป็นไปอย่างราบรื่น คุณจำเป็นต้องเตรียมเอกสารสำคัญต่างๆ ให้ครบถ้วน ดังนี้: หลักฐานสัญญาจำนองที่ทำเป็นหนังสือระหว่างผู้จำนองและผู้รับจำนอง ที่มีการสลักหลังสัญญาให้ไถ่ถอนจำนองได้ เพื่อเป็นหลักฐานว่าได้ชำระสินไถ่เรียบร้อยแล้ว [...]