กำลังโหลด...
กำลังโหลด...
ผลการค้นหาสำหรับ "โรคภูมิแพ้" พบทั้งหมด 28 บทความ

4/4/2568 • โดย Homeday Matoy
การซื้อบ้านเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ในชีวิตที่หลายคนใฝ่ฝัน แต่หลายครั้งเรามักให้ความสำคัญกับตัวบ้าน ราคา หรือการออกแบบภายใน จนลืมพิจารณาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว นั่นคือ “สภาพแวดล้อมรอบบ้าน” ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายๆ หลังจากตัดสินใจซื้อบ้านไปแล้ว การดูสภาพแวดล้อมก่อนซื้อบ้านมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสภาพแวดล้อมที่ดีไม่เพียงส่งผลต่อความสุขในการอยู่อาศัย แต่ยังส่งผลต่อมูลค่าของทรัพย์สินในอนาคต รวมไปถึงสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้อยู่อาศัย บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่มักถูกมองข้าม และจุดสำคัญที่ควรพิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน มลภาวะและคุณภาพอากาศ – ปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพระยะยาว มลภาวะและคุณภาพอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัย โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นหรือพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงงานอุตสาหกรรม การอาศัยในพื้นที่ที่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นเวลานานอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ หรือแม้กระทั่งโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากมลพิษทางอากาศแล้ว มลพิษทางเสียงก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้าม บ้านที่อยู่ติดถนนใหญ่ ใกล้สนามบิน หรือสถานีรถไฟ อาจประสบปัญหาเสียงรบกวนตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนหลับและสุขภาพจิตในระยะยาว การศึกษาหลายชิ้นพบว่า การอาศัยในพื้นที่ที่มีเสียงรบกวนสูงเป็นเวลานานอาจส่งผลให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล และปัญหาด้านความจำ การประเมินคุณภาพอากาศในพื้นที่ที่สนใจซื้อบ้านสามารถทำได้โดยสังเกตสภาพแวดล้อมในช่วงเวลาต่างๆ ของวัน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการจราจรหนาแน่น สิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่ ปริมาณฝุ่นละออง กลิ่น และความทึบของอากาศ นอกจากนี้ ผู้ซื้อบ้านควรสอบถามข้อมูลจากชุมชนหรือผู้อยู่อาศัยในละแวกนั้นเกี่ยวกับปัญหามลพิษที่อาจเกิดขึ้นในบางช่วงเวลาหรือบางฤดูกาล การเลือกพื้นที่ที่มีคุณภาพอากาศดีไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในระยะยาว แต่ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและอุปกรณ์ฟอกอากาศที่อาจต้องลงทุนเพิ่มเติมหากอาศัยในพื้นที่ที่มีมลพิษสูง ดังนั้น การพิจารณาปัจจัยด้านมลภาวะและคุณภาพอากาศจึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ – การเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้น ภัยธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้ซื้อบ้านควรพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม [...]

2/4/2568 • โดย Homeday
โรคที่มักจะมากับความเปียกชื้นและอาจจะเป็นแหล่งของไวรัสและเชื้อแบคทีเรียที่ติดมากับน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคปนเปื้อนมากับน้ำมีจุลินทรีย์ก่อโรคและสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเรียกว่า เชื้อก่อโรค (pathogen) ซึ่งแบ่งประเภทได้เป็น แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และปรสิต มักเป็นสาเหตุที่ทำให้คนส่วนใหญ่มีอาการป่วย บทความให้ความรู้โดย นพ.วีรยุทธ ตะโนรี (ว.40915) แพทย์เฉพาะทางด้านเวชปฎิบัติทั่วไป ศูนย์ตรวจสุขภาพ โรงพยาบาลนวเวช ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีป้องกันและข้อมูลเกี่ยวกับโรคที่พบบ่อยจากการเปียกน้ำ เพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้างได้ โรคที่อาจเกิดขึ้นจากการเปียกน้ำมีดังนี้ ไข้หวัด อุณหภูมิที่ลดลงจากการเปียกน้ำแบบรวดเร็วหรือร่างกายเปียกน้ำระยะเวลาที่นาน โรคภูมิแพ้ผิวหนัง การใส่เสื้อเปียกนาน ๆ อาจทำให้ผิวเป็นผื่นคันหรือหากน้ำไม่สะอาดก็ทำให้ผิวหนังอักเสบได้ โรคเยื่อบุตาอักเสบและโรคตาแดง น้ำที่มีไม่สะอาด เช่น น้ำคลอง น้ำที่ใส่สีต่าง ๆ เป็นต้น โรคอาหารเป็นพิษ การดื่มน้ำที่ไม่สะอาดหรือน้ำที่ปนเปื้อนอาจทำให้ปวดท้องและท้องเสีย วิธีป้องกันอาการป่วยจากการเปียกน้ำ เตรียมเสื้อผ้าที่แห้ง นำเสื้อผ้าแห้งไปด้วยเพื่อเปลี่ยนเมื่อเลิกเล่นน้ำ หาผ้าขนหนู มีการซับตามร่างกายหากมีต้องเปียกยาวนาน ดื่มน้ำสะอาด ยกตัวอย่าง กรณีเล่นน้ำในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นฤดูร้อนก็อาจจะทำให้เกิดโรคลมแดดได้ หากดื่มน้ำไม่เพียงพอ หากมีการระคายเคืองหลังเล่นน้ำ มีน้ำตาไหลผิดปกติ ไม่ควรขยี้ตา แนะนำล้างตาด้วยน้ำสะอาดแล้วพบแพทย์ พักผ่อนให้เพียงพอรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ด้วยการพักผ่อนเพียงพอก่อนและหลังออกไปเล่นน้ำ กลุ่มเด็กเล็ก ผู้หญิงตั้งครรภ์ [...]

26/3/2568 • โดย Homeday
นายประพาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) กทม. กล่าวถึงมาตรการเร่งด่วนของ กทม. เพื่อรองรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีแนวโน้มสูงขึ้นว่า กทม. ได้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปี 68 อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 สูง โดยให้ทุกหน่วยงานเพิ่มความเข้มงวดกวดขัน เพื่อควบคุมแหล่งกำเนิด บรรเทาสถานการณ์ฝุ่นและลดผลกระทบต่อสุขภาพ อาทิ แจ้งเตือนสถานการณ์ฝุ่นผ่านแอปพลิเคชัน AirBKK เพจเฟซบุ๊กกรุงเทพมหานคร สำนักสิ่งแวดล้อม กทม. และกองจัดการคุณภาพอากาศและเสียง สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร แอปพลิเคชัน LINE โดยการเพิ่มเพื่อน @LINEALERT จะแจ้งเตือนเมื่อฝุ่นมีค่ามากกว่า 37.5 มคก./ลบ.ม. 50 เขต ควบคุมสถานประกอบกิจการ โรงงาน แพลนท์ปูน และสถานที่ก่อสร้างในพื้นที่ไม่ให้ปล่อยมลพิษอากาศเกินค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด เข้มงวดตรวจวัดตรวจจับรถยนต์ควันดำทุกประเภทร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแผนที่กำหนด ลงพื้นที่ตรวจรถโดยสารสาธารณะที่อู่ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ทั้ง 27 แห่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนบำรุงรักษาเครื่องยนต์ จอดรถให้ดับเครื่อง และลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคล ขอความร่วมมือศาลเจ้า มูลนิธิ และวัดงดจุดธูปและเผากระดาษ เข้มงวดกวดขันห้ามเผาในที่โล่งทุกประเภท โดยประสานความร่วมมือสำนักงานเขตที่มีพื้นที่ทำการเกษตรเพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบพื้นที่ รณรงค์เน้นย้ำสร้างความเข้าใจและความร่วมมือของประชาชนงดเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในพื้นที่เพาะปลูก รณรงค์สร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและลดการทำกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดฝุ่น PM2.5 ติดตามจุดความร้อนเมื่อพบประสานแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพิ่มความถี่ล้างและดูดฝุ่นถนน ฉีดล้างต้นไม้และใบไม้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ หากสถานการณ์ฝุ่นมีค่ามากกว่า 37.5 [...]

24/3/2568 • โดย Homeday
นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในโอกาสเป็นประธานแสดงความยินดีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการภาคีร่วมใจส่งรักส่งนมจากอกแม่สู่ลูก” เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ณ โรงแรม ที.เค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร ที่ผ่านมา ว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมอนามัยมีนโยบายในการส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้กินนมแม่อย่างเต็มที่ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก คือ ทารกแรกเกิดได้กินนมแม่ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และกินนมแม่เพียงอย่างเดียวไม่ผสมน้ำในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต รวมทั้งกินนมแม่ต่อเนื่องจนถึงอายุ 2 ปี หรือนานกว่านั้น เพราะนมแม่เป็นอาหารที่ดีมีสารอาหารมากกว่า 200 ชนิดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กทุกช่วงวัย เปรียบเสมือนวัคซีนป้องกันโรคตั้งแต่หยดแรก อีกทั้งในน้ำนมแม่มีภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ ช่วยลดโรคภูมิแพ้ในเด็ก และช่วยลดภาวะทุพโภชนาการของเด็ก อีกทั้งเป็นการถักทอสายใยความผูกพันจากแม่สู่ลูก ส่งผลดีต่อพัฒนาการทางกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม นอกจากนี้ยังพบว่าเด็กที่กินนมแม่ จะลดโอกาสการเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในอนาคตได้ ซึ่งโครงการนี้นับเป็นหนึ่งโครงการสำคัญที่มีส่วนช่วยให้เด็กไทยไม่เสียโอกาสในการกินนมแม่และผลักดันให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนมากกว่าร้อยละ 50 ได้สำเร็จ ด้าน นายแพทย์ปกรณ์ [...]

21/3/2568 • โดย Homeday Aum
เลือดกำเดาไหลเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย และมักทำให้ผู้ประสบเกิดความวิตกกังวล แม้ว่าในหลายกรณีจะไม่ใช่อาการที่ร้ายแรง แต่การเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้สามารถป้องกันและจัดการกับอาการได้อย่างถูกต้อง 1. สภาพอากาศแห้งและอุณหภูมิต่ำ อากาศแห้งและหนาวเป็นสาเหตุสำคัญของเลือดกำเดาไหล เยื่อบุจมูกจะแห้งและแตกง่าย ทำให้เส้นเลือดเปราะและแตกออก ความชื้นต่ำในอากาศทำให้เยื่อบุจมูกขาดการหล่อเลี้ยง ส่งผลให้เกิดรอยแตกและเลือดออกได้ง่าย 2. การบอบช้ำหรือกระแทกบริเวณใบหน้า การได้รับบาดเจ็บโดยตรงที่บริเวณจมูก ไม่ว่าจะจากการเล่นกีฬา อุบัติเหตุ หรือการกระแทกโดยไม่คาดคิด สามารถทำให้เส้นเลือดในโพรงจมูกแตกและเกิดเลือดกำเดาไหลได้ 3. โรคความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เส้นเลือดในจมูกมีแรงดันมากเกินไป ส่งผลให้เส้นเลือดเปราะและแตกง่าย ผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงควรควบคุมระดับความดันอย่างสม่ำเสมอ 4. การใช้ยาบางประเภท ยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาสเตียรอยด์ และยาลดความดัน อาจส่งผลให้เส้นเลือดเปราะและมีโอกาสแตกง่ายขึ้น 5. โรคภูมิแพ้และการติดเชื้อทางเดินหายใจ การติดเชื้อหวัด ภูมิแพ้ หรือโรคติดเชื้อในโพรงจมูก ทำให้เยื่อบุจมูกอักเสบและบวม ส่งผลให้เส้นเลือดง่ายต่อการแตก 6. การแคะหรือแกะจมูกบ่อยครั้ง นิสัยการแคะหรือแกะจมูกบ่อยๆ ทำลายเยื่อบุจมูกและเส้นเลือด ก่อให้เกิดบาดแผลเล็กๆ ที่อาจนำไปสู่เลือดกำเดาไหลได้ 7. ความเครียดและความวิตกกังวล ความเครียดสูงส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและการไหลเวียนเลือด ทำให้ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงและเพิ่มโอกาสเกิดเลือดกำเดาไหล 8. สภาวะทางพันธุกรรม บางคนมีโครงสร้างหลอดเลือดที่บอบบางตามพันธุกรรม ทำให้มีโอกาสเกิดเลือดกำเดาไหลได้ง่ายกว่าคนปกติ 9. การสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ทำลายเยื่อบุจมูกและลดความชื้น [...]

19/3/2568 • โดย Homeday
“โรงพยาบาลนวเวช” ก้าวสู่ปีที่ 5 อย่างมั่นคง เดินหน้ายุทธศาสตร์ปี 68 ผ่านแคมเปญ “สุขภาพดีเพราะมีหมอเป็นเพื่อนบ้าน” ยกระดับการให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินและอุบัติเหตุ กลุ่มแม่และเด็ก หัวใจ สมอง ตลอด 24 ชม.พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน Navavej Plus และแพ็กเกจตรวจสุขภาพเฉพาะบุคคล มุ่งสู่การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เน้นกลุ่มเพื่อนบ้านที่อาศัยในรัศมีพื้นที่ 6 เขตรอบโรงพยาบาล พร้อมตั้งเป้าเติบโตไม่น้อยกว่า 30% นายณัฐพล เดชวิทักษ์ กรรมการ บริษัท นวเวช อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “โรงพยาบาลนวเวช วางเป้าหมายเป็นโรงพยาบาลที่ชุมชนไว้วางใจและให้ความเชื่อมั่น พร้อมตั้งเป้าหมายต่อไปในการเป็นโรงพยาบาลที่ช่วยดูแลและส่งเสริมสุขภาพให้กับเพื่อนบ้านแบบครบวงจรทั้งสามเจน คือ รุ่นเด็ก รุ่นพ่อแม่ และรุ่นปู่ย่าตายาย ที่ผ่านมาเราจึงเดินหน้าพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้นวเวชขับเคลื่อนสู่การเป็นโรงพยาบาลที่มีความเป็นเลิศในทุกด้าน สามารถตอบสนองความต้องการของคนในชุมชนด้านการดูแลสุขภาพและการรักษา โดยไม่ต้องเดินทางไกลไปที่อื่น” ปี 2568 ในโอกาสโรงพยาบาลก้าวสู่ปีที่ 5 ได้ประกาศแคมเปญ “Healthy Neighborhood by Navavej: สุขภาพดีเพราะมีหมอเป็นเพื่อนบ้าน” เพื่อตอกย้ำความพร้อมในการดูแลและส่งมอบบริการด้านสุขภาพและการแพทย์แบบองค์รวมที่เข้าใจผู้ใช้บริการมากขึ้น [...]

7/3/2568 • โดย Homeday
แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมเวชพันธุศาสตร์และจีโนมิกส์ทางการแพทย์ สมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก และ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “การประชุมโรคหายากระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 3” (The 3rd Southeast Asia Rare Disease Summit 2025 Special Edition) ภายใต้แนวคิด “United for Rare: Transforming Policies, Empowering Change in SEA” รวมพลังเพื่อการปฏิรูประบบนโยบายและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน โดยงานเสวนาในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการพัฒนานโยบายการจัดการโรคหายากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาทั่วภูมิภาค ทั้งด้านสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ องค์กรสนับสนุนผู้ป่วย รวมถึงตัวแทนกลุ่มผู้ป่วย เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ นวัตกรรม ความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาและการเข้าถึงการรักษาที่ยั่งยืน ตอกย้ำความสำคัญของนโยบายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคหายาก พร้อมทั้งส่งเสริมบทบาทและเสียงของผู้ป่วยให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพ ผศ.พิเศษ นพ. ธนินทร์ เวชชาภินันท์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข [...]

2/3/2568 • โดย Homeday Matoy
การดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีไม่ได้มีเพียงแค่การให้อาหารที่มีคุณภาพหรือพาไปหาหมอตามกำหนดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการดูแลรักษาความสะอาดของสภาพแวดล้อมที่สัตว์เลี้ยงอาศัยอยู่ด้วย โดยเฉพาะที่นอนซึ่งเป็นพื้นที่ที่สัตว์เลี้ยงใช้เวลาพักผ่อนมากที่สุด หลายคนอาจสงสัยว่าควรทำความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยงบ่อยแค่ไหน บทความนี้จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับความถี่ในการทำความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยง วิธีการทำความสะอาดที่ถูกต้อง และประโยชน์ของการรักษาความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ทำไมต้องทำความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยง? ที่นอนสัตว์เลี้ยงเป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นขน เซลล์ผิวหนังที่หลุดลอก น้ำลาย ฝุ่นละออง และแบคทีเรีย หากปล่อยให้สิ่งเหล่านี้สะสมเป็นเวลานาน อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพทั้งกับสัตว์เลี้ยงและเจ้าของได้ สำหรับสัตว์เลี้ยง การนอนบนที่นอนที่ไม่สะอาดเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดปัญหาผิวหนัง เช่น โรคผิวหนังอักเสบ โรคผิวหนังติดเชื้อ หรือการระคายเคืองผิวหนัง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อปรสิตต่างๆ เช่น หมัด เห็บ และไร ซึ่งสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด สำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง ที่นอนสัตว์เลี้ยงที่ไม่สะอาดอาจเป็นแหล่งสะสมของสารก่อภูมิแพ้ เช่น ขนสัตว์ รังแค และสารคัดหลั่งต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการแพ้ หรือกระตุ้นอาการโรคภูมิแพ้ที่มีอยู่แล้ว เช่น โรคหอบหืด หรือโรคภูมิแพ้ทางผิวหนัง การทำความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพเหล่านี้ และช่วยให้บ้านของคุณมีกลิ่นสดชื่น สะอาด และน่าอยู่มากขึ้น ความถี่ในการทำความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยง ความถี่ในการทำความสะอาดที่นอนสัตว์เลี้ยงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของสัตว์เลี้ยง พฤติกรรมของสัตว์เลี้ยง ชนิดของที่นอน และสภาพแวดล้อมในบ้าน โดยทั่วไปแล้ว สามารถแบ่งการทำความสะอาดออกเป็นการทำความสะอาดประจำวัน การทำความสะอาดประจำสัปดาห์ และการทำความสะอาดประจำเดือน การทำความสะอาดประจำวัน [...]

1/3/2568 • โดย Homeday Matoy
การดูแลสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพที่ดีนั้นเป็นหน้าที่สำคัญของเจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคน และหนึ่งในวิธีที่จะช่วยให้เราสามารถเฝ้าระวังสุขภาพของสัตว์เลี้ยงได้ก็คือการเช็คอุณหภูมิร่างกาย เพราะอุณหภูมิร่างกายที่ผิดปกติอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้ บทความนี้จะแนะนำวิธีการเช็คอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยงที่บ้านอย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถดูแลสัตว์เลี้ยงของตนได้อย่างมั่นใจ ทำไมต้องรู้จักเช็คอุณหภูมิร่างกายสัตว์เลี้ยง? อุณหภูมิร่างกายเป็นหนึ่งในสัญญาณชีพที่สำคัญที่สามารถบ่งบอกถึงสภาวะสุขภาพของสัตว์เลี้ยงได้ โดยสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดจะมีช่วงอุณหภูมิปกติที่แตกต่างกัน การที่สัตว์เลี้ยงมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าปกติ (ไข้) หรือต่ำกว่าปกติ (ภาวะอุณหภูมิกายต่ำ) อาจเป็นสัญญาณว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นในร่างกาย สาเหตุของไข้ในสัตว์เลี้ยงอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อรา โรคอักเสบ โรคภูมิแพ้ ความเครียด หรือแม้กระทั่งโรคมะเร็ง ส่วนภาวะอุณหภูมิกายต่ำอาจเกิดจากการอยู่ในสภาพอากาศหนาวเย็นเป็นเวลานาน ภาวะช็อก การเสียเลือดมาก หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบต่อมไร้ท่อ การรู้จักวิธีเช็คอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยงที่ถูกต้องจะช่วยให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถสังเกตความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาที่ทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีฉุกเฉินที่ต้องการการดูแลทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน อุณหภูมิปกติของสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิด ก่อนที่จะเริ่มเช็คอุณหภูมิร่างกายของสัตว์เลี้ยง สิ่งสำคัญคือต้องรู้ว่าอุณหภูมิปกติของสัตว์เลี้ยงแต่ละชนิดอยู่ในช่วงใด เพื่อที่จะสามารถแยกแยะได้ว่าอุณหภูมิที่วัดได้นั้นผิดปกติหรือไม่ สุนัข อุณหภูมิปกติของสุนัขจะอยู่ในช่วง 38.3-39.2 องศาเซลเซียส (101-102.5 องศาฟาเรนไฮต์) ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิปกติของมนุษย์ที่อยู่ที่ประมาณ 37 องศาเซลเซียส (98.6 องศาฟาเรนไฮต์) โดยสุนัขพันธุ์เล็กมักจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าสุนัขพันธุ์ใหญ่เล็กน้อย และลูกสุนัขมักจะมีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าสุนัขโตเต็มวัย อุณหภูมิที่สูงกว่า 39.5 องศาเซลเซียส (103 องศาฟาเรนไฮต์) ถือว่าเป็นไข้ในสุนัข และหากสูงถึง 41 องศาเซลเซียส [...]